เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? น้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน และทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย

เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? น้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน และทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย
เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยมากในคนไทยและเป็นโรคที่หลายคนมักมองข้ามเพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน หลายคนตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือพบเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น ชาปลายมือปลายเท้า ตามัว แผลหายช้า ไตเสื่อม หรือโรคหัวใจ
ความน่ากังวลของเบาหวานไม่ใช่เพียงระดับน้ำตาลที่สูง แต่คือผลกระทบระยะยาวต่อหลอดเลือด เส้นประสาท ไต หัวใจ สมอง และดวงตา หากตรวจพบเร็วและดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดี ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
เบาหวานคืออะไร?
เบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากร่างกายมีปัญหาเกี่ยวกับอินซูลิน ซึ่ง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน
ปัญหาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- ร่างกายสร้างอินซูลินได้น้อยลง
- อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี หรือที่เรียกว่า “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน”
- มีทั้งการสร้างอินซูลินลดลงและภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกัน
เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? คำตอบคือ “ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ”
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เบาหวานเป็นโรคที่หลายคนไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีระดับน้ำตาลสูงต่อ เนื่องเป็นเวลาหลายปีโดยไม่รู้สึกผิดปกติ จนกระทั่งตรวจเลือดจึงพบว่าเป็นเบาหวาน หรือบางรายเริ่มรู้ตัวเมื่อมี ภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีอาการเตือน เช่น
- กระหายน้ำบ่อย
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- หิวบ่อย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลียง่าย
- ตามัว
- แผลหายช้า
- คันผิวหนังหรือติดเชื้อราง่าย
- ชาปลายมือ ปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม
ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองเบาหวาน? ผู้ที่ควรตรวจคัดกรองเบาหวาน ได้แก่
- อายุ 35 ปีขึ้นไป
- มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนลงพุง
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- มีความดันโลหิตสูง
- มีไขมันในเลือดสูง
- มีภาวะไขมันพอกตับ
- ไม่ค่อยออกกำลังกาย
- มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด
- มีอาการชาปลายมือปลายเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีแผลหายช้าหรือติดเชื้อง่าย
- ปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dL
- เสี่ยงเบาหวาน หรือ Prediabetes: 100–125 mg/dL
- เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 126 mg/dL ขึ้นไป
ค่าน้ำตาลสะสม HbA1c HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา
- ปกติ: น้อยกว่า 5.7%
- เสี่ยงเบาหวาน: 5.7–6.4%
- เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 6.5% ขึ้นไป
- ปกติ: น้อยกว่า 140 mg/dL
- เสี่ยงเบาหวาน: 140–199 mg/dL
- เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 200 mg/dL ขึ้นไป
น้ำตาลแบบสุ่ม
หากตรวจน้ำตาลแบบสุ่มได้ 200 mg/dL ขึ้นไป ร่วมกับมีอาการชัดเจน เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก น้ำหนักลด อาจเข้าเกณฑ์เบาหวานได้
ภาวะเสี่ยงเบาหวานคืออะไร?
ภาวะเสี่ยงเบาหวาน หรือ Prediabetes คือ ระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน
ภาวะนี้สำคัญมากเพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน หากปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง เช่น ลดน้ำ หนัก ออกกำลังกายควบคุมอาหารและนอนให้เพียงพออาจช่วยชะลอหรือป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้หลายคนมักมองว่า “ยังไม่เป็นเบาหวาน” จึงไม่ต้องทำอะไรแต่ความจริงแล้วนี่คือช่วงที่ควรเริ่มดูแลสุขภาพ อย่างจริงจังที่สุด
เบาหวานหายได้ไหม?
คำตอบขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ระยะของโรค และความหมายของคำว่า “หาย”
- สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยมักต้องใช้อินซูลินต่อเนื่อง เพราะร่างกายสร้างอินซูลินได้น้อยมากหรือแทบไม่ ได้เลย
- สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีมากจนเข้าสู่ภาวะ ที่เรียกว่า “เบาหวานสงบ” หรือ Diabetes Remission หมายถึงระดับน้ำตาลกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เข้าเกณฑ์ เบาหวาน โดยอาจไม่ต้องใช้ยาในช่วงเวลาหนึ่ง
- ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
- น้ำหนักลดลงอย่างเหมาะสม
- ลดไขมันในช่องท้อง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมอาหารจริงจัง
- นอนหลับเพียงพอ
- ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูป
- ติดตามระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามแม้ระดับน้ำตาลจะกลับมาดีก็ยังต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะเบาหวานสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นพฤติกรรมเดิมกลับมาหรือการทำงานของตับอ่อนลดลงตามเวลา
ดังนั้นคำตอบที่เหมาะสมคือ เบาหวานชนิดที่ 2 บางรายสามารถควบคุมจนเข้าสู่ภาวะสงบได้แต่ไม่ควรเข้าใจ ว่า “หายขาดและไม่ต้องติดตามอีก”
ทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย?
ไตมีหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดภายในไตมีหลอดเลือดฝอยจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นตัวกรอง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานหลอดเลือดเล็กๆในไตจะค่อยๆถูกทำลายทำให้ระบบกรองของไตเสื่อมลง
ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่เริ่มมีโปรตีนขนาดเล็กที่เรียกว่าอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ หากไม่ได้ตรวจปัสสาวะเฉพาะทาง อาจไม่รู้เลยว่าไตเริ่มมีปัญหา
เมื่อโรคดำเนินต่อไปไตจะกรองของเสียได้น้อยลง ค่าการทำงานของไตลดลงความดันโลหิตอาจสูงขึ้นมีอาการบวม เหนื่อยง่าย ซีด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และในระยะรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังจนต้องฟอกไต
เบาหวานทำลายไตอย่างไร? เบาหวานทำให้ไตเสื่อมผ่านหลายกลไก ได้แก่
- น้ำตาลสูงทำลายหลอดเลือดฝอยในไต หลอดเลือดฝอยในไตเป็นตัวกรองที่ละเอียดมาก เมื่อน้ำตาลสูงเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดจะหนาและเสื่อม ทำให้ การกรองผิดปกติ
- โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เมื่อไตเริ่มเสีย โปรตีนที่ควรอยู่ในเลือดจะรั่วออกทางปัสสาวะ การพบอัลบูมินในปัสสาวะเป็นสัญญาณเตือน สำคัญของโรคไตจากเบาหวาน
- ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ความดันที่สูงจะยิ่งเพิ่มแรงดันในหน่วยไต ทำให้ไต เสื่อมเร็วขึ้น
- การอักเสบและความเสื่อมของหลอดเลือด เบาหวานสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังและหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และทำให้ไตทำงานได้ แย่ลงตามเวลา
โรคไตจากเบาหวานมีอาการอย่างไร?
ระยะแรกมักไม่มีอาการ นี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไตเป็นประจำ อาการที่อาจพบเมื่อโรคมากขึ้น ได้แก่
- เท้าบวม ขาบวม
- ปัสสาวะเป็นฟอง
- ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
- ความดันโลหิตสูงขึ้น
- เหนื่อยง่าย
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้
- คันตามตัว
- ซีด
- น้ำหนักขึ้นจากภาวะบวมน้ำ
หากรอให้มีอาการชัดเจนมักหมายความว่าไตอาจเสื่อมไปมากแล้วผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไตอะไรบ้าง? การติดตามไตในผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรดูเฉพาะค่า Creatinine อย่างเดียว เพราะในระยะแรกค่า Creatinine อาจยังดูปกติได้
การตรวจที่สำคัญ ได้แก่
- eGFR : เป็นค่าประเมินการกรองของไต ช่วยบอกว่าไตทำงานได้ดีเพียงใด Urine Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR เป็นการตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีอัลบูมินรั่วออกมาหรือไม่ เป็นการตรวจสำคัญมากในการพบโรคไตจากเบาหวานตั้งแต่ระยะแรก
- ความดันโลหิต: ความดันโลหิตมีผลโดยตรงต่อการเสื่อมของไต ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรวัดความดันสม่ำเสมอ
- ไขมันในเลือด: ไขมันสูงเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคไต จึงควรดูแลร่วมกัน ป้องกันไตวายจากเบาหวานได้อย่างไร?
การป้องกันไตวายจากเบาหวานต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนมีอาการ โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเป้าหมายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ควบคุมความดันโลหิต
- ตรวจปัสสาวะหาอัลบูมินเป็นระยะ
- ตรวจค่า eGFR เพื่อติดตามการทำงานของไต
- ลดอาหารหวาน เครื่องดื่มหวาน และอาหารแปรรูป
- ลดเค็ม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนัก
- งดสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
ในปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ช่วยลดน้ำตาลและลดความเสี่ยงต่อไตหรือหัวใจได้ในผู้ป่วยบางกลุ่มแพทย์จะพิจารณาตามสภาพร่างกายโรคร่วม และผลตรวจของแต่ละบุคคล
เมื่อไรควรมาพบแพทย์?ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- อายุ 35 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจน้ำตาล
- มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
- น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
- เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- แผลหายช้า
- ชาปลายมือปลายเท้า
- ตามัว
- เคยตรวจพบว่าน้ำตาลเริ่มสูง
- เป็นเบาหวานอยู่แล้วแต่ไม่เคยตรวจไต
- มีขาบวม ปัสสาวะเป็นฟอง หรือความดันสูง
การตรวจพบเร็วช่วยให้วางแผนดูแลได้เร็วลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
เบาหวานเป็นโรคที่มักไม่มีอาการในระยะแรกแต่สามารถส่งผลต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบโดยเฉพาะไต หัวใจ ดวงตา และเส้นประสาท การรู้ระดับน้ำตาลของตนเองตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยงและดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เบาหวานไม่ใช่โรคที่ควรรอให้มีอาการก่อนจึงค่อยมาตรวจ เพราะเมื่อมีอาการชัดเจนบางครั้งโรคอาจดำเนินไปมากแล้ว การเริ่มตรวจวันนี้ อาจช่วยป้องกันโรคไต หัวใจ และภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์พร้อมดูแลสุขภาพของคุณและครอบครัวด้วยการตรวจคัดกรองวินิจฉัย และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อให้คุณมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย



