แชร์

ปวดท้องเรื้อรัง (Chronic Abdominal Pain) เมื่อผลตรวจปกติ ก็อาจมีโรคซ่อนอยู่

อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ค. 2026
ปวดเรื้องรัง, ปวดท้อง, เซเปี้ยนซ์, sapiens

ปวดท้องเรื้อรัง : เมื่อผลตรวจปกติ ก็อาจมีโรคซ่อนอยู่

Chronic Abdominal Pain: When Normal Tests Do Not Mean "Nothing Is Wrong"
อาการปวดท้องเรื้อรัง (Chronic Abdominal Pain) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ผู้ป่วยหลายรายมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ผ่านการตรวจมาหลายอย่าง ทั้งการตรวจเลือด อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการส่องกล้องทางเดินอาหาร แต่กลับไม่พบความผิดปกติที่สามารถอธิบายอาการได้ทั้งหมด

ในอดีต เรามักมองว่าอาการปวดเกิดจากการอักเสบ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของอวัยวะโดยตรง แต่ในปัจจุบันความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดท้องเรื้อรังได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นักวิจัยพบว่า ความเจ็บปวดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอวัยวะเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของลำไส้ สมอง ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกันด้วย

ไม่ใช่อาการปวดท้องทุกอย่างจะมาจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้

แน่นอนว่าโรคของระบบทางเดินอาหารยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดท้องเรื้อรัง เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome; IBS), ภาวะอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง (Functional Dyspepsia), โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease; IBD), ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง (Chronic Pancreatitis)

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังคงมีอาการปวด แม้โรคต้นเหตุจะได้รับการรักษาแล้ว หรือผลตรวจต่าง ๆ ไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน ปัจจุบันจึงมีการให้ความสำคัญกับกลไกของความปวดเรื้อรังมากขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างลำไส้และสมอง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวด


Q&A: ทำไมตรวจทุกอย่างแล้ว แต่ยังปวดอยู่?

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในปัจจุบัน คือ แกนการสื่อสารระหว่างลำไส้และสมอง (Gut-Brain Axis) ลำไส้และสมองมีการสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา ความเครียด การนอนไม่เพียงพอ ความวิตกกังวล หรือภาวะทางอารมณ์ สามารถส่งผลต่อการทำงานของลำไส้และการรับรู้ความเจ็บปวดได้ ในทางกลับกัน ความผิดปกติของลำไส้ก็สามารถส่งผลต่ออารมณ์ คุณภาพการนอนหลับ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้เช่นกัน แนวคิดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมผู้ป่วยบางรายจึงมีอาการมากขึ้นในช่วงที่เครียด หรือมีอาการดีขึ้นเมื่อสุขภาพโดยรวมและการนอนหลับดีขึ้น



Q&A: ทำไมบางคนปวดมาก ทั้งที่ผลตรวจปกติ?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะ อวัยวะภายในไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าปกติ (Visceral Hypersensitivity) ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีการทำงานของอวัยวะภายในที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่กลับรับรู้สิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เป็นความเจ็บปวดมากกว่าคนทั่วไป ภาวะดังกล่าวพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) และกลุ่มอาการปวดท้องเรื้อรังบางประเภท จึงเป็นหนึ่งในคำอธิบายสำคัญว่าทำไมความรุนแรงของอาการปวดจึงไม่สัมพันธ์กับผลการตรวจเสมอไป

เมื่อระบบประสาทไวต่อความเจ็บปวดมากกว่าปกติ

หากอาการปวดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลความเจ็บปวด ภาวะนี้เรียกว่า Central Sensitization เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความรุนแรงของอาการปวดอาจไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคอีกต่อไป ผู้ป่วยบางรายยังคงมีอาการปวด แม้โรคต้นเหตุจะสงบลงแล้ว หรือผลตรวจต่าง ๆ จะดีขึ้นก็ตาม

ภาวะนี้ยังช่วยอธิบายว่าทำไมผู้ป่วยบางรายจึงมีอาการปวดหลายตำแหน่งร่วมกัน เช่น:

  • ปวดท้องเรื้อรัง
  • ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง
  • ปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
  • อาการปวดจากผนังหน้าท้องและอาการปวดหลังการผ่าตัด
แม้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงกระเพาะอาหารหรือลำไส้เมื่อมีอาการปวดท้อง แต่ในบางราย สาเหตุอาจมาจากผนังหน้าท้องหรือเส้นประสาทบริเวณหน้าท้องได้เช่นกัน ผู้ป่วยมักอธิบายอาการว่า ปวดแสบ ปวดจี๊ด ปวดคล้ายไฟช็อต หรือมีอาการชาร่วมด้วย และมักสามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้ค่อนข้างชัดเจน ตัวอย่างภาวะที่พบได้ ได้แก่:
  • กลุ่มอาการเส้นประสาทผนังหน้าท้องถูกกดรัด (Anterior Cutaneous Nerve Entrapment Syndrome; ACNES)
  • อาการปวดจากเส้นประสาทบริเวณผนังหน้าท้องส่วนล่าง (Ilioinguinal/Iliohypogastric Neuralgia)
ภาวะเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เอง หรือเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง การผ่าตัดไส้เลื่อน การผ่าตัดคลอด หรือการผ่าตัดทางนรีเวชบางชนิด นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายยังคงมีอาการปวดต่อเนื่องหลังการผ่าตัด แม้ว่าการผ่าตัดจะประสบความสำเร็จและไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่ชัดเจน อาการปวดดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บหรือการระคายเคืองของเส้นประสาท การเกิดพังผืด หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทที่เกิดขึ้นหลังมีอาการปวดเป็นเวลานาน

ในผู้ป่วยที่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้ชัดเจน และมีอาการกดเจ็บเป็นจุดเล็ก ๆ บริเวณผนังหน้าท้อง ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของอาการปวดจากผนังหน้าท้องเสมอ เนื่องจากภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนเป็นโรคของอวัยวะภายในได้บ่อย

Q&A: พังผืดในช่องท้อง เป็นสาเหตุของอาการปวดเสมอไปหรือไม่?

พังผืดในช่องท้อง (Adhesion) สามารถเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัดหรือการอักเสบภายในช่องท้อง และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะลำไส้อุดตันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การพบพังผืดไม่ได้หมายความว่าพังผืดเป็นสาเหตุของอาการปวดเสมอไป ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนมากมีพังผืดแต่ไม่มีอาการ ขณะที่บางรายมีอาการปวดอย่างชัดเจน แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพังผืดเป็นสาเหตุโดยตรง นอกจากนี้ การผ่าตัดเลาะพังผืดไม่ได้ช่วยให้อาการปวดดีขึ้นในผู้ป่วยทุกคน และอาจก่อให้เกิดพังผืดใหม่ตามมาได้

สาเหตุอื่นที่อาจถูกมองข้าม
  • อาการปวดจากรากประสาททรวงอก (Thoracic Radiculopathy): เกิดจากการระคายเคืองของรากประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนอก โดยเฉพาะระดับ T6-T12 ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการปวดบริเวณชายโครงหรือช่องท้องได้
  • กลุ่มอาการซี่โครงเคลื่อน (Slipping Rib Syndrome): เกิดจากความผิดปกติของกระดูกอ่อนบริเวณซี่โครงส่วนล่าง ทำให้เกิดอาการปวดชายโครงหรือใต้ชายโครง และอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคของตับ ถุงน้ำดี หรือกระเพาะอาหาร
การวินิจฉัยอาการปวดท้องเรื้อรัง

การวินิจฉัยไม่ได้มุ่งเพียงค้นหาว่ามีโรคหรือไม่มีโรค แต่ต้องพยายามทำความเข้าใจว่าอาการปวดเกิดจากกลไกใด ผู้ป่วยบางรายอาจมีสาเหตุจากอวัยวะภายในโดยตรง บางรายอาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทหรือผนังหน้าท้อง บางรายอาจมีภาวะ Visceral Hypersensitivity หรือ Central Sensitization และหลายรายอาจมีหลายปัจจัยเกิดร่วมกัน

การซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกาย และการทบทวนผลการตรวจที่ผ่านมา ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย ในผู้ป่วยที่สงสัยอาการปวดจากผนังหน้าท้อง แพทย์อาจใช้การตรวจที่เรียกว่า Carnett's Sign ซึ่งช่วยแยกอาการปวดที่มาจากผนังหน้าท้องออกจากอาการปวดที่เกิดจากอวัยวะภายในได้

การรักษาอาการปวดท้องเรื้อรัง

ปัจจุบัน การรักษาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงอวัยวะที่เป็นต้นเหตุของโรคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกลไกของความปวดที่อยู่เบื้องหลังด้วย

แนวทางการรักษา รายละเอียดและตัวเลือกการรักษา
การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ Amitriptyline, Duloxetine, Gabapentin, Pregabalin, Mirogabalin ยาเหล่านี้ช่วยปรับการทำงานของระบบประสาทและลดความไวต่อความเจ็บปวด
การฉีดยาชาและการรักษาเฉพาะจุด ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากเส้นประสาทหรือผนังหน้าท้อง การฉีดยาชารอบเส้นประสาท (Nerve Block) อาจช่วยได้ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการรักษา ในบางราย อาจมีการใช้เทคนิค Hydrodissection เพื่อแยกเนื้อเยื่อที่กดรัดเส้นประสาทภายใต้การนำทางด้วยอัลตราซาวนด์
การรักษาอาการปวดจากอวัยวะภายใน ในผู้ป่วยบางราย อาจพิจารณาหัตถการเฉพาะทาง เช่น Celiac Plexus Block, Splanchnic Nerve Block โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง หรืออาการปวดจากอวัยวะภายในช่องท้องส่วนบน

บทบาทของระบบประสาทและภูมิคุ้มกันต่ออาการปวดท้องเรื้อรัง

ในปัจจุบันพบว่า ระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แนวคิดนี้เรียกว่า Neuroimmune Interaction เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถกระตุ้นเส้นประสาทให้ไวต่อความเจ็บปวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน เส้นประสาทก็สามารถส่งผลต่อกระบวนการอักเสบได้เช่นกัน

แนวคิดดังกล่าวช่วยอธิบายว่าทำไมผู้ป่วยบางรายยังคงมีอาการปวด แม้โรคต้นเหตุจะสงบลงแล้ว เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบที่โรคสงบแล้วแต่ยังมีอาการปวดท้อง ผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบเรื้อรังที่ยังคงมีอาการปวด ผู้ป่วยที่มีอาการปวดต่อเนื่องหลังการผ่าตัด ความรู้ในส่วนนี้กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการรักษาอาการปวดเรื้อรังในหลายโรค และอาจนำไปสู่แนวทางการรักษาใหม่ ๆ ในอนาคต

อนาคตของการรักษาอาการปวดท้องเรื้อรัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การรักษาอาการปวดเรื้อรังได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่มุ่งเน้นการรักษาอวัยวะที่เป็นต้นเหตุของโรคเพียงอย่างเดียว ไปสู่การทำความเข้าใจระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวดมากขึ้น แนวคิดนี้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและแนวทางการรักษาใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นการปรับการทำงานของระบบประสาท (Neuromodulation)
  • การกระตุ้นไขสันหลัง (Spinal Cord Stimulation): เป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานมานานในผู้ป่วยปวดเรื้อรังบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบทั่วไป หลักการคือการส่งสัญญาณไฟฟ้าระดับต่ำไปยังไขสันหลัง เพื่อปรับการส่งผ่านสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีการศึกษาการใช้เทคโนโลยีนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากอวัยวะภายในบางประเภท (Chronic Visceral Pain) มากขึ้น และผลลัพธ์เบื้องต้นถือว่าน่าสนใจ แม้ว่าปัจจุบันจะยังใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษ แต่ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่น่าจับตามองในอนาคต

  • การกระตุ้นเส้นประสาทวากัส (Vagus Nerve Stimulation): นอกจากการกระตุ้นไขสันหลังแล้ว อีกหนึ่งแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจคือ การกระตุ้นเส้นประสาทวากัส ซึ่งเป็นเส้นประสาทสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างสมองกับอวัยวะภายในหลายระบบ รวมถึงระบบทางเดินอาหาร จากการศึกษาพบว่า เส้นประสาทนี้มีบทบาททั้งในการควบคุมการอักเสบ การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ และการรับรู้ความเจ็บปวด ปัจจุบันมีการศึกษาเทคโนโลยีนี้ในผู้ป่วยหลายกลุ่ม รวมถึงผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารและอาการปวดเรื้อรังบางประเภท แม้ว่ายังไม่ถือเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน แต่ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีศักยภาพในอนาคต

  • การรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine): หนึ่งในบทเรียนสำคัญของอาการปวดท้องเรื้อรังคือ ผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายกันอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความผิดปกติอาจเกิดจากลำไส้ เส้นประสาท ผนังหน้าท้อง ระบบภูมิคุ้มกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวด และในผู้ป่วยจำนวนมากอาจมีหลายปัจจัยเกิดร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มของการรักษาในอนาคตจึงมุ่งไปสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น แทนที่จะใช้แนวทางเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคน
อาการปวดท้องเรื้อรังเป็นภาวะที่ซับซ้อน และไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายในเพียงอย่างเดียวเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะอวัยวะภายในไวต่อความเจ็บปวด (Visceral Hypersensitivity) บางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทส่วนกลาง (Central Sensitization) ขณะที่บางรายอาจมีอาการปวดจากผนังหน้าท้อง เส้นประสาท หรือภาวะหลังการผ่าตัด ดังนั้น การที่ผลตรวจต่างๆ ออกมาปกติ ไม่ได้หมายความว่าอาการปวดนั้นไม่มีอยู่จริง หรือไม่มีสาเหตุเสมอไป ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และการสื่อสารระหว่างลำไส้กับสมอง กำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ และอาจนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

บทความที่เกี่ยวข้อง
ผู้ชายกำลังปวดหลัง
ปวดหลัง อาการยอดฮิตของคนยุคใหม่ มาดูวิธีป้องกันและรักษาให้ตรงจุด เพื่อบรรเทาอาการและใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว
21 มี.ค. 2025
ปวดไหล่ขวาสะบักบ่าอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่
อาการปวดไหล่ขวาสะบักบ่าอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ หากไม่รักษา อาจเกิดความเสียหายถาวรต่อกระดูกและเส้นประสาท
26 พ.ค. 2025
ออฟฟิศซินโดรม
ปวดคอ บ่า ไหล่ หรือหลัง? อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของออฟฟิศซินโดรม รู้จักอาการที่ต้องระวังและวิธีการบรรเทาอาการเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่
30 พ.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy