แชร์

เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? น้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน  และทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย

อัพเดทล่าสุด: 25 มิ.ย. 2026
เบาหวาน

เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? น้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน  และทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย

     เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยมากในคนไทยและเป็นโรคที่หลายคนมักมองข้ามเพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน  หลายคนตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี  หรือพบเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น ชาปลายมือปลายเท้า ตามัว แผลหายช้า ไตเสื่อม หรือโรคหัวใจ


ความน่ากังวลของเบาหวานไม่ใช่เพียงระดับน้ำตาลที่สูง แต่คือผลกระทบระยะยาวต่อหลอดเลือด เส้นประสาท ไต หัวใจ สมอง และดวงตา หากตรวจพบเร็วและดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดี ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

เบาหวานคืออะไร?

เบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากร่างกายมีปัญหาเกี่ยวกับอินซูลิน ซึ่ง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน

ปัญหาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
  • ร่างกายสร้างอินซูลินได้น้อยลง
  • อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี หรือที่เรียกว่า “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน”
  • มีทั้งการสร้างอินซูลินลดลงและภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกัน
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นาน จะค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่งผลต่ออวัยวะ สำคัญหลายระบบโดยเฉพาะ ไต ดวงตา เส้นประสาท หัวใจ และสมอง

เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? คำตอบคือ “ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ”

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เบาหวานเป็นโรคที่หลายคนไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีระดับน้ำตาลสูงต่อ เนื่องเป็นเวลาหลายปีโดยไม่รู้สึกผิดปกติ  จนกระทั่งตรวจเลือดจึงพบว่าเป็นเบาหวาน  หรือบางรายเริ่มรู้ตัวเมื่อมี ภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีอาการเตือน เช่น
  • กระหายน้ำบ่อย
  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • หิวบ่อย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียง่าย
  • ตามัว
  • แผลหายช้า
  • คันผิวหนังหรือติดเชื้อราง่าย
  • ชาปลายมือ ปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม
แต่ต้องเข้าใจว่าการไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่เป็นเบาหวานเพราะในระยะแรกเบาหวานมักดำเนินโรคแบบเงียบๆ จงสร้างภาพประกอบข้อความที่บรรยายเรื่องเบาหวานที่เขียนมา

ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองเบาหวาน? ผู้ที่ควรตรวจคัดกรองเบาหวาน ได้แก่
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป
  • มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนลงพุง
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • มีความดันโลหิตสูง
  • มีไขมันในเลือดสูง
  • มีภาวะไขมันพอกตับ
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด
  • มีอาการชาปลายมือปลายเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีแผลหายช้าหรือติดเชื้อง่าย
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจเลือดเป็นระยะ แม้จะยังไม่มีอาการน้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน? การวินิจฉัยเบาหวานต้องอาศัยการตรวจเลือด ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออาการเพียงอย่างเดียว โดยค่าที่ใช้บ่อย ได้แก่ น้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เรียกว่า Fasting Plasma Glucose หรือ FPG
  • ปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dL
  • เสี่ยงเบาหวาน หรือ Prediabetes: 100–125 mg/dL
  • เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 126 mg/dL ขึ้นไป
โดยทั่วไปหากไม่มีอาการชัดเจนแพทย์มักพิจารณาตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล

ค่าน้ำตาลสะสม HbA1c HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา
  • ปกติ: น้อยกว่า 5.7%
  • เสี่ยงเบาหวาน: 5.7–6.4%
  • เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 6.5% ขึ้นไป
ข้อดีของ HbA1c คือไม่จำเป็นต้องอดอาหาร และช่วยให้เห็นภาพรวมของระดับน้ำตาลระยะยาวได้ดี การตรวจน้ำตาลหลังดื่มน้ำตาล 2 ชั่วโมง เรียกว่า Oral Glucose Tolerance Test หรือ OGTT
  • ปกติ: น้อยกว่า 140 mg/dL
  • เสี่ยงเบาหวาน: 140–199 mg/dL
  • เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 200 mg/dL ขึ้นไป
การตรวจนี้มักใช้ในบางกรณี  เช่น  สงสัยเบาหวานแต่ผลตรวจอื่นยังไม่ชัดเจนหรือใช้คัดกรองเบาหวานขณะตั้ง ครรภ์ตามดุลยพินิจของแพทย์

น้ำตาลแบบสุ่ม
หากตรวจน้ำตาลแบบสุ่มได้ 200 mg/dL ขึ้นไป ร่วมกับมีอาการชัดเจน เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก น้ำหนักลด อาจเข้าเกณฑ์เบาหวานได้

ภาวะเสี่ยงเบาหวานคืออะไร?
ภาวะเสี่ยงเบาหวาน หรือ Prediabetes คือ ระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน

ภาวะนี้สำคัญมากเพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน หากปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง เช่น ลดน้ำ หนัก ออกกำลังกายควบคุมอาหารและนอนให้เพียงพออาจช่วยชะลอหรือป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้หลายคนมักมองว่า “ยังไม่เป็นเบาหวาน”  จึงไม่ต้องทำอะไรแต่ความจริงแล้วนี่คือช่วงที่ควรเริ่มดูแลสุขภาพ อย่างจริงจังที่สุด

เบาหวานหายได้ไหม?
คำตอบขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ระยะของโรค และความหมายของคำว่า “หาย”
  • สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยมักต้องใช้อินซูลินต่อเนื่อง เพราะร่างกายสร้างอินซูลินได้น้อยมากหรือแทบไม่ ได้เลย
  • สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีมากจนเข้าสู่ภาวะ ที่เรียกว่า “เบาหวานสงบ” หรือ Diabetes Remission หมายถึงระดับน้ำตาลกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เข้าเกณฑ์ เบาหวาน โดยอาจไม่ต้องใช้ยาในช่วงเวลาหนึ่ง
ปัจจัยที่ช่วยให้เบาหวานชนิดที่ 2 สงบได้ดีขึ้น ได้แก่
  • ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
  • น้ำหนักลดลงอย่างเหมาะสม
  • ลดไขมันในช่องท้อง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ควบคุมอาหารจริงจัง
  • นอนหลับเพียงพอ
  • ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูป
  • ติดตามระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามแม้ระดับน้ำตาลจะกลับมาดีก็ยังต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะเบาหวานสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นพฤติกรรมเดิมกลับมาหรือการทำงานของตับอ่อนลดลงตามเวลา

ดังนั้นคำตอบที่เหมาะสมคือ เบาหวานชนิดที่ 2 บางรายสามารถควบคุมจนเข้าสู่ภาวะสงบได้แต่ไม่ควรเข้าใจ ว่า “หายขาดและไม่ต้องติดตามอีก”

ทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย?
ไตมีหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดภายในไตมีหลอดเลือดฝอยจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นตัวกรอง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานหลอดเลือดเล็กๆในไตจะค่อยๆถูกทำลายทำให้ระบบกรองของไตเสื่อมลง

ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่เริ่มมีโปรตีนขนาดเล็กที่เรียกว่าอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ หากไม่ได้ตรวจปัสสาวะเฉพาะทาง อาจไม่รู้เลยว่าไตเริ่มมีปัญหา

เมื่อโรคดำเนินต่อไปไตจะกรองของเสียได้น้อยลง ค่าการทำงานของไตลดลงความดันโลหิตอาจสูงขึ้นมีอาการบวม เหนื่อยง่าย ซีด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และในระยะรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังจนต้องฟอกไต

เบาหวานทำลายไตอย่างไร? เบาหวานทำให้ไตเสื่อมผ่านหลายกลไก ได้แก่

  • น้ำตาลสูงทำลายหลอดเลือดฝอยในไต หลอดเลือดฝอยในไตเป็นตัวกรองที่ละเอียดมาก เมื่อน้ำตาลสูงเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดจะหนาและเสื่อม ทำให้ การกรองผิดปกติ
  • โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เมื่อไตเริ่มเสีย โปรตีนที่ควรอยู่ในเลือดจะรั่วออกทางปัสสาวะ การพบอัลบูมินในปัสสาวะเป็นสัญญาณเตือน สำคัญของโรคไตจากเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย  ความดันที่สูงจะยิ่งเพิ่มแรงดันในหน่วยไต  ทำให้ไต เสื่อมเร็วขึ้น
  • การอักเสบและความเสื่อมของหลอดเลือด เบาหวานสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังและหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และทำให้ไตทำงานได้ แย่ลงตามเวลา

โรคไตจากเบาหวานมีอาการอย่างไร?
ระยะแรกมักไม่มีอาการ นี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไตเป็นประจำ อาการที่อาจพบเมื่อโรคมากขึ้น ได้แก่

  • เท้าบวม ขาบวม
  • ปัสสาวะเป็นฟอง
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • คันตามตัว
  • ซีด
  • น้ำหนักขึ้นจากภาวะบวมน้ำ

หากรอให้มีอาการชัดเจนมักหมายความว่าไตอาจเสื่อมไปมากแล้วผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไตอะไรบ้าง? การติดตามไตในผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรดูเฉพาะค่า Creatinine อย่างเดียว เพราะในระยะแรกค่า Creatinine อาจยังดูปกติได้

การตรวจที่สำคัญ ได้แก่

  • eGFR : เป็นค่าประเมินการกรองของไต ช่วยบอกว่าไตทำงานได้ดีเพียงใด Urine Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR เป็นการตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีอัลบูมินรั่วออกมาหรือไม่ เป็นการตรวจสำคัญมากในการพบโรคไตจากเบาหวานตั้งแต่ระยะแรก
  • ความดันโลหิต:  ความดันโลหิตมีผลโดยตรงต่อการเสื่อมของไต ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรวัดความดันสม่ำเสมอ
  • ไขมันในเลือด: ไขมันสูงเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคไต จึงควรดูแลร่วมกัน ป้องกันไตวายจากเบาหวานได้อย่างไร?

การป้องกันไตวายจากเบาหวานต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนมีอาการ โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเป้าหมายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ตรวจปัสสาวะหาอัลบูมินเป็นระยะ
  • ตรวจค่า eGFR เพื่อติดตามการทำงานของไต
  • ลดอาหารหวาน เครื่องดื่มหวาน และอาหารแปรรูป
  • ลดเค็ม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ในปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ช่วยลดน้ำตาลและลดความเสี่ยงต่อไตหรือหัวใจได้ในผู้ป่วยบางกลุ่มแพทย์จะพิจารณาตามสภาพร่างกายโรคร่วม และผลตรวจของแต่ละบุคคล

เมื่อไรควรมาพบแพทย์?
ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
  • อายุ 35 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจน้ำตาล
  • มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
  • เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • แผลหายช้า
  • ชาปลายมือปลายเท้า
  • ตามัว
  • เคยตรวจพบว่าน้ำตาลเริ่มสูง
  • เป็นเบาหวานอยู่แล้วแต่ไม่เคยตรวจไต
  • มีขาบวม ปัสสาวะเป็นฟอง หรือความดันสูง

การตรวจพบเร็วช่วยให้วางแผนดูแลได้เร็วลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

เบาหวานเป็นโรคที่มักไม่มีอาการในระยะแรกแต่สามารถส่งผลต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบโดยเฉพาะไต หัวใจ ดวงตา และเส้นประสาท การรู้ระดับน้ำตาลของตนเองตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยงและดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เบาหวานไม่ใช่โรคที่ควรรอให้มีอาการก่อนจึงค่อยมาตรวจ เพราะเมื่อมีอาการชัดเจนบางครั้งโรคอาจดำเนินไปมากแล้ว การเริ่มตรวจวันนี้ อาจช่วยป้องกันโรคไต หัวใจ และภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์พร้อมดูแลสุขภาพของคุณและครอบครัวด้วยการตรวจคัดกรองวินิจฉัย และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อให้คุณมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย


บทความที่เกี่ยวข้อง
พักฟื้น, ฟื้ีนฟู, เซเปี้ยนซ์
ที่ Sapiens Hospital เราไม่ได้ใช้แผนฟื้นฟูแบบทั่วไป แต่มีการประเมินแบบ Tailor-Made Recovery Program โดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Pain Intervention
22 ก.ย. 2025
อัลไซเมอร์, Alzheimers Disease, AD
บริการของโรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ ตรวจ gene เพื่อหาความเสี่ยงของโรค ทีมแพทย์ประสาทวิทยา / Neurology Specialist + นักเวชศาสตร์ปวด เพื่อจัดการอาการทางประสาทที่เกี่ยวข้อง
23 ก.ย. 2025
ช็อคโกแลตซีสต์
อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง: อาการปวดจาก Chocolate Cyst ช็อกโกแลตซีสต์ คุณผู้หญิงที่มีอาการปวดท้อง ปวดท้องอย่างไร สังเกตตนเองง่ายๆ เพื่อการรักษา ระวังป้องกัน
13 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy