แชร์

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนอาจไม่ปกติ

อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026
ประจำเดือน, เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนอาจไม่ปกติ

     อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องที่ผู้หญิงจำนวนมากคุ้นเคย บางคนปวดหน่วง ๆ พอทนได้ บางคนต้องกินยาแก้ปวด บางคนต้องนอนพักครึ่งวัน และบางคนปวดมากจนไปเรียนหรือไปทำงานไม่ไหวเพราะอาการนี้พบได้บ่อย หลายคนจึงถูกบอกตั้งแต่วัยรุ่นว่า “เป็นเรื่องปกติของผู้หญิง” เดี๋ยวแต่งงานหรือมีลูกแล้วก็ดีขึ้น” “ทนหน่อย เดี๋ยวประจำเดือนหมดก็หาย”

    แต่ในทางการแพทย์ อาการปวดท้องประจำเดือนทุกแบบไม่ได้เท่ากัน บางแบบเป็นปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ หรือ "primary dysmenorrhea" ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของมดลูกและสาร prostaglandins โดยไม่พบโรคในอุ้งเชิงกรานชัดเจน มักเริ่มตั้งแต่วัยรุ่นหลังเริ่มมีประจำเดือน และมักปวดช่วงก่อนหรือช่วงแรกของประจำเดือนแต่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ หรือ "ndary dysmenorrhea" ซึ่งเกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ endometriosis,cadenomyosis, เนื้องอกมดลูก,ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก, พังผืดในอุ้งเชิงกราน หรือการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

บทความนี้จะช่วยให้แยกได้ว่า ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนยังพอสังเกตได้ และแบบไหนควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง

ปวดท้องประจำเดือนแบบทั่วไปมักเป็นอย่างไร

   ปวดท้องประจำเดือนชนิดที่พบได้บ่อย มักมีลักษณะปวดบีบ ปวดหน่วง หรือปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย อาจร้าวไปหลังส่วนล่างหรือต้นขาได้ อาการมักเริ่มก่อนประจำเดือนมาเล็กน้อยหรือใน 1–2 วันแรกของประจำเดือน และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเลือดประจำเดือนเริ่มลดลง

บางรายอาจมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ ถ่ายเหลว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเวียนศีรษะ ซึ่งสัมพันธ์กับการ เปลี่ยนแปลงของสารอักเสบและฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน

บทความทบทวนของ American Family Physician ระบุว่า dysmenorrhea พบได้ประมาณ 50–90% ในวัยรุ่นและผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดเรียนหรือขาดงานในหลายราย ในกลุ่มที่เป็น primary dysmenorrhea อาการมักเริ่มในวัยรุ่น ปวดเป็นรอบ ๆ ตามประจำเดือน และมักตอบสนองต่อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาฮอร์โมนตามข้อบ่งชี้
                                                                                                                                                                                                    
ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนอาจไม่ปกติ
สิ่งที่ควรระวังคือ อาการปวดที่ “เปลี่ยนไปจากเดิม” หรือ “รุนแรงจนกระทบชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ” ควรพบแพทย์หากมีลักษณะต่อไปนี้

1. ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน

ถ้าเมื่อก่อนปวดเล็กน้อย แต่ช่วงหลังปวดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องกินยาเพิ่มขึ้น ต้องหยุดงาน หรือปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้ อาจไม่ใช่ปวดประจำเดือนธรรมดา โดยเฉพาะหากปวดรุนแรงขึ้นตามอายุหรือเริ่มมีอาการหลังจากเคยมีประจำเดือนมาหลายปีแล้ว

2. ปวดก่อนประจำเดือนมาหลายวัน หรือปวดต่อหลังประจำเดือนหมด
ปวดประจำเดือนทั่วไปมักเด่นช่วง 1–2 วันแรก แต่ถ้าปวดท้องน้อยหลายวันก่อนเลือดมา หรือปวดยาวไปหลังประจำเดือนหมด ควรระวังโรคในอุ้งเชิงกราน เช่น endometriosis หรือ adenomyosis

3. ปวดนอกช่วงประจำเดือน
หากมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดเป็นๆ หายๆ ตลอดเดือน หรือปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ ถ่ายอุจจาระ หรือออกกำลังกายในบางช่วง ไม่ควรสรุปว่าเป็นปวดประจำเดือนธรรมดา

4. เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
อาการเจ็บลึกในอุ้งเชิงกรานขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะถ้าเป็นซ้ำหรือรุนแรงขึ้น อาจสัมพันธ์กับendometriosis, พังผืดในอุ้งเชิงกราน หรือโรคทางนรีเวชอื่นได้

5. ประจำเดือนมามากผิดปกติหรือเลือดออกกะปริดกะปรอย
หากปวดประจำเดือนร่วมกับเลือดออกมากกว่าปกติ มีลิ่มเลือดใหญ่ ประจำเดือนมานาน เลือดออกระหว่างรอบ
เดือน หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจหาสาเหตุ เช่น เนื้องอกมดลูก ติ่งเนื้อ เยื่อบุโพรงมดลูกหนาหรือความผิดปกติของฮอร์โมน

6. มีตกขาวผิดปกติ ไข้ หรือปวดท้องน้อยร่วมกับอาการติดเชื้อ
ตกขาวมีกลิ่น สีผิดปกติ มีไข้ เจ็บท้องน้อย กดเจ็บ หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ควรรอให้เป็นเรื้อรัง

7. กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
หากใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกวิธีแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอื่นACOG ระบุว่า หากผู้ป่วยวัยรุ่นที่สงสัย primary dysmenorrhea ไม่ดีขึ้นภายใน 3–6 เดือนหลังรักษาเบื้องต้นควรประเมินหา secondary causes โดยเฉพาะ endometriosis 

สาเหตุสำคัญของปวดประจำเดือนผิดปกติ
1. Endometriosis หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
Endometriosis เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปวดประจำเดือนรุนแรง โดยเกิดจากเนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกไปอยู่ผิดที่ เช่น รังไข่ เยื่อบุช่องท้อง พังผืด หรืออวัยวะใกล้เคียง ทำให้เกิดการอักเสบ ปวดเรื้อรัง พังผืดและบางรายมีปัญหามีบุตรยาก อาการที่พบได้ เช่น

  • ปวดประจำเดือนรุนแรง
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดเวลาถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะในช่วงมีประจำเดือน
  • ประจำเดือนผิดปกติ
  • มีบุตรยาก

แนวทาง ESHRE 2022 ระบุว่า การวินิจฉัยและรักษา endometriosis ควรพิจารณาจากอาการ ประวัติ ตรวจร่างกาย การตรวจภาพถ่าย และการตอบสนองต่อการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องรอการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อวินิจฉัยในทุกรายก่อนเริ่มการดูแลที่เหมาะสม 

2. Adenomyosis
Adenomyosis คือภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก มักพบในผู้หญิงวัย 35–50 ปี แต่สามารถพบได้ในวัยอื่น อาการสำคัญคือปวดประจำเดือนมาก ประจำเดือนมามาก มดลูกโต หรือปวดท้องน้อเรื้อรังบางคนเข้าใจว่าเป็นเพียงปวดประจำเดือนตามวัย แต่หากปวดมากขึ้นร่วมกับเลือดออกมาก ควรตรวจประเมินมดลูกด้วยอัลตราซาวด์หรือวิธีอื่นตามแพทย์พิจารณา

3. เนื้องอกมดลูกเนื้องอกมดลูก หรือ myoma / leiomyoma อาจทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าก้อนอยู่ใกล้โพรงมดลูกหรือทำให้มดลูกบีบตัวผิดปกติ มักมีประจำเดือนมามาก ลิ่มเลือด ปวดหน่วงท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยหรือแน่นท้องร่วมด้วย


4. การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือ pelvic inflammatory disease อาจทำให้ปวดท้องน้อย ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ตกขาวผิดปกติ ไข้ หรือเลือดออกผิดปกติ หากปล่อยไว้อาจเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน ปวดเรื้อรัง หรือมีปัญหามีบุตรยากได้


5. ถุงน้ำรังไข่หรือโรคของรังไข่บางชนิด
ถุงน้ำรังไข่บางชนิด เช่น endometrioma ซึ่งสัมพันธ์กับ endometriosis อาจทำให้ปวดประจำเดือนมาก ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดข้างเดียวได้ หากถุงน้ำแตกหรือรังไข่บิดขั้ว อาจเกิดอาการปวดเฉียบพลันรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์ อาการฉุกเฉินที่ไม่ควรรอ
ควรไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการต่อไปนี้


  • ปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน
  • ปวดข้างเดียวมากผิดปกติ
  • หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หรือซีดมาก
  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • คลื่นไส้อาเจียนมาก
  • ประจำเดือนขาดหรือสงสัยตั้งครรภ์ร่วมกับปวดท้องหรือเลือดออก
  • เลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ
  • ปวดท้องร่วมกับท้องแข็ง กดเจ็บมาก หรือดูป่วยมาก

อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่ปวดประจำเดือนธรรมดา แต่อาจเป็นภาวะฉุกเฉิน เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่แตก รังไข่บิดขั้ว การติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะเลือดออกมาก

แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง
การตรวจขึ้นกับอายุ อาการ ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ ความรุนแรงของอาการ และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

1. ซักประวัติอย่างละเอียด

แพทย์จะถามว่าเริ่มปวดตั้งแต่อายุเท่าไร ปวดสัมพันธ์กับรอบเดือนอย่างไร ปวดกี่วัน กินยาอะไรแล้วดีขึ้นหรือไม่มีเลือดออกผิดปกติ ตกขาวผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดเวลาถ่าย หรือมีบุตรยากหรือไม่ ควรจดบันทึกรอบเดือนและคะแนนความปวดไว้ล่วงหน้า เช่น ปวดกี่วัน ต้องกินยาแก้ปวดกี่เม็ด ขาดงานหรือ ขาดเรียนหรือไม่ เพราะข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงได้ดีขึ้น

2. ตรวจร่างกายและตรวจภายใน
ในผู้ที่เหมาะสม แพทย์อาจตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดมดลูก ก้อนในอุ้งเชิงกราน ตำแหน่งกดเจ็บ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของปากมดลูกสำหรับวัยรุ่นหรือผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แพทย์จะเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมและเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

3. ตรวจการตั้งครรภ์
ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีปวดท้องน้อยหรือเลือดออกผิดปกติ การตรวจการตั้งครรภ์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยแยกภาวะที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก

4. Ultrasound อุ้งเชิงกราน
อัลตราซาวด์ช่วยดูมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ endometrioma และความผิดปกติอื่นในอุ้งเชิงกราน เป็นการตรวจที่ใช้บ่อยเพราะให้ข้อมูลดีและไม่มีรังสี

5. ตรวจหาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในบางราย
หากมีตกขาวผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดท้องน้อย หรือมีความเสี่ยง แพทย์อาจตรวจหาโรคติดเชื้อ เช่น chlamydia, gonorrhea หรือการติดเชื้ออื่นตามความเหมาะสม

6. MRI หรือการตรวจเฉพาะทางในบางกรณี
ถ้าสงสัย endometriosis ลึก, adenomyosis, ก้อนในอุ้งเชิงกรานที่ ultrasound ไม่ชัด หรือวางแผนการรักษา ที่ซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณา MRI

7. ส่องกล้องวินิจฉัยและรักษา
ในบางรายที่สงสัย endometriosis หรือมีอาการรุนแรง รักษาแล้วไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาผ่าตัดส่องกล้องเพื่อวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน แต่ปัจจุบันแนวทางหลายฉบับไม่ได้กำหนดว่าต้องส่องกล้องทุกรายก่อนเริ่มรักษาเสมอไป 

การรักษาปวดท้องประจำเดือนทำอย่างไร
การรักษาขึ้นกับว่าเป็น primary dysmenorrhea หรือมีโรคอื่นซ่อนอยู่

1. ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
NSAIDs เช่น ibuprofen หรือ naproxen เป็นยาหลักที่ใช้ใน primary dysmenorrhea เพราะช่วยลดprostaglandins ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวกับการบีบตัวของมดลูก ยามักได้ผลดีเมื่อเริ่มกินตั้งแต่เริ่มมีอาการหรือก่อนประจำเดือนมาในคนที่รอบเดือนสม่ำเสมอ แต่ต้องระวังในผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ โรคไต ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือมีข้อห้ามอื่น 

2. การรักษาด้วยฮอร์โมน
ยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ยา progestin หรืออุปกรณ์คุมกำเนิดชนิดมีฮอร์โมน อาจช่วยลดปวดประจำเดือนและลดเลือดออกในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่สงสัย endometriosis หรือมีอาการปวดซ้ำๆ แนวทาง ESHRE ระบุว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญในการลดอาการปวดจากendometriosis

3. การใช้ความร้อนและการดูแลตัวเองการประคบอุ่น ออกกำลังกายเบา ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และนอนหลับให้ดี อาจช่วยลดอาการในบางราย โดยเฉพาะกลุ่ม primary dysmenorrhea แต่ถ้าปวดรุนแรงหรือมีสัญญาณผิดปกติ ไม่ควรใช้การดูแลตัวเองแทนการตรวจ

4. รักษาสาเหตุเฉพาะ
หากพบ endometriosis, adenomyosis, เนื้องอกมดลูก, การติดเชื้อ หรือโรคของรังไข่ การรักษาจะต่างกันไป เช่น ยาฮอร์โมน ยาปฏิชีวนะ หัตถการ หรือการผ่าตัดในบางราย เป้าหมายไม่ใช่แค่ลดปวดรอบนี้ แต่ต้องลดการกลับเป็นซ้ำและป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือภาวะเจริญพันธุ์

ไม่ควรทนปวดจนเป็นเรื่องปกติของชีวิต
ผู้หญิงหลายคนทนปวดประจำเดือนมาหลายปี เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากปวดจนต้องหยุดเรียน หยุดงาน นอนงออยู่บนเตียง กินยาแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือกลัวประจำเดือนทุกเดือน นั่นไม่ใช่คุณภาพชีวิตที่ควรถูกมองข้าม NICE 2024 เน้นการเพิ่มความตระหนักเรื่อง endometriosis และการวินิจฉัยที่เร็วขึ้น เพราะอาการปวดประจำเดือนเรื้อรังหรือปวดอุ้งเชิงกรานอาจถูกมองข้ามเป็นเวลานานก่อนผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย
1. ปวดท้องประจำเดือนมากแค่ไหนถึงผิดปกติ
ถ้าปวดจนต้องหยุดเรียน หยุดงาน กินยาแล้วไม่ดีขึ้น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดนอกช่วงประจำเดือน หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

2. ปวดท้องประจำเดือนทุกเดือนเป็นเรื่องปกติไหม
ปวดเล็กน้อยถึงปานกลางในช่วงแรกของประจำเดือนพบได้บ่อย แต่ถ้าปวดรุนแรงหรือกระทบชีวิต ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติ ควรตรวจว่ามี secondary dysmenorrhea หรือไม่

3. Endometriosis คืออะไร
Endometriosis คือภาวะที่เนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกไปอยู่ผิดที่ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวดประจำเดือนรุนแรง ปวดท้องน้อยเรื้อรัง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีบุตรยากได้

4. ต้องอัลตราซาวด์ทุกคนไหม
ไม่จำเป็นทุกคน แต่ควรพิจารณาหากปวดรุนแรง ปวดผิดรูปแบบ มีก้อน มีเลือดออกผิดปกติ หรือรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น อัลตราซาวด์ช่วยประเมินมดลูกและรังไข่ได้ดี

5. กินยาแก้ปวดทุกเดือนอันตรายไหมยา NSAIDs
ใช้ได้ในหลายราย แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีและระวังข้อห้าม เช่น โรคกระเพาะ โรคไต ยาละลายลิ่ม 
เลือด หรือแพ้ยา หากต้องกินมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือยาไม่คุมอาการ ควรพบแพทย์

6. ปวดประจำเดือนเกี่ยวกับมีบุตรยากไหมบางสาเหตุ เช่น endometriosis อาจสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยากได้ หากมีปวดประจำเดือนรุนแรงร่วมกับพยายามมีบุตรแล้วไม่สำเร็จ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน

7. เมื่อไรต้องรีบไปโรงพยาบาล
ควรรีบไปโรงพยาบาลหากปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ปวดข้างเดียวมาก หน้ามืด เป็นลม มีไข้สูง อาเจียนมาก เลือดออกมาก หรือสงสัยตั้งครรภ์ร่วมกับปวดท้องหรือเลือดออก

   ปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่ไม่ใช่ทุกอาการควรถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้ ปวดนอกช่วงประจำเดือน มีเลือดออกผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวผิด ปกติ หรือรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

    สาเหตุที่ควรระวัง ได้แก่ endometriosis, adenomyosis, เนื้องอกมดลูก, ถุงน้ำรังไข่, การติดเชื้อในอุ้ง
เชิงกราน และโรคอื่นที่ต้องรักษาเฉพาะทางอย่าปล่อยให้ความปวดกลายเป็นเรื่องที่ต้องทนทุกเดือนเพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้หญิงจำนวนมากกลับมาใช้ชีวิต ทำงาน เรียน และวางแผนอนาคตได้ดีขึ้น

สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better

โทร. 02-111-3703

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. American College of Obstetricians and Gynecologists. Dysmenorrhea and Endometriosis in the Adolescent. ACOG Committee Opinion No. 760. Obstetrics & Gynecology. 2018;132(6):e249–e258.
2. Becker CM, Bokor A, Heikinheimo O, et al. ESHRE guideline: endometriosis. Human Reproduction Open. 2022;2022(2):hoac009.
3. European Society of Human Reproduction and Embryology. Endometriosis Guideline 2022.
4. National Institute for Health and Care Excellence. Endometriosis: diagnosis and management.NICE Guideline. Updated 2024.
5. McKenna KA, Fogleman CD. Dysmenorrhea. American Family Physician. 2021;104(2):164–170. 
6. Itani R, Soubra L, Karout S, et al. Primary Dysmenorrhea: Pathophysiology, Diagnosis, and Treatment Updates. Korean Journal of Family Medicine. 2022.


บทความที่เกี่ยวข้อง
โพรงมดลูก, ประจำเดือน, เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
เลือดออกหลังมีประจำเดือน เลือดออกกะปริดกะปรอย หรือเลือดออกหลังหมดประจำเดือน อาจเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกหนา ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก ฮอร์โมนผิดปกติ หรือโรคที่ต้องตรวจเพิ่มเติม เรียนรู้สัญญาณเตือน วิธีตรวจ และแนวทางรักษา
10 ก.ค. 2026
ปวดท้อง ปวดประจำเดือน
อาการปวดท้องน้อยจากการมีประจำเดือน Primary Dysmenorrhea เกิดจากการสร้างสาร prostaglandin มากกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวรุนแรง เกิดอาการปวดเกร็ง ถ่ายเหลว หรือคลื่นไส้
21 ส.ค. 2025
เต้านม, มะเร็ง, ซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
เจ็บเต้านม คลำได้ก้อน อย่าเพิ่งตกใจ แต่ไม่ควรปล่อยผ่านอาการเจ็บเต้านมหรือคลำได้ก้อน เป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากกังวลทันทีว่า “จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือเปล่า”
9 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy