แชร์

ไวรัสฮันตา (Hantavirus): รู้ทัน เข้าใจ ป้องกันได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

อัพเดทล่าสุด: 9 พ.ค. 2026
Hantavirus, ไวรัสฮันตา, หนู

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) : รู้ทัน ป้องกันได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก
ในช่วงที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อ "ไวรัสฮันตา" (Hantavirus) บนเรือสำราญในต่างประเทศ ทำให้หลายคนเริ่มกังวล แม้ว่ารายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) จะพบผู้เสียชีวิตบนเรือสำราญแอตแลนติก 3 ราย แต่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อและความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม การ "รู้ทัน" และ "เข้าใจ" เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันย่อมดีที่สุด โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์จึงรวบรวมข้อมูลที่คุณควรรู้มาฝากดังนี้ครับ

ไวรัสฮันตา คืออะไร?
ไวรัสฮันตา เป็นไวรัสชนิด RNA ที่อาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ "หนู"

  • หนูที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการป่วย แต่จะปล่อยเชื้อออกมาทางปัสสาวะ มูล และน้ำลาย
  • ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสเฉพาะทาง

โดยความรุนแรงของโรคจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักตามภูมิภาค ได้แก่:

1. กลุ่มอาการทางปอด (HCPS): มักพบในแถบอเมริกา มีอาการปอดบวมน้ำ หายใจลำบาก และมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 30-50%
2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกและไตวาย (HFRS): มักพบในแถบเอเชียและยุโรป ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะลดลง มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 1-15%

4 ช่องทางการติดต่อที่ต้องระวัง
เราสามารถได้รับเชื้อไวรัสฮันตาผ่านทางหลักๆ ดังนี้:
  • การสูดดม (ช่องทางหลัก): สูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรือมูลหนู
  • การสัมผัส: สัมผัสเชื้อผ่านบาดแผล หรือเยื่อบุตาและจมูก
  • อาหารและน้ำ: ดื่มกินสิ่งที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของหนู
  • จากคนสู่คน: พบน้อยมาก (เฉพาะสายพันธุ์ Andes เท่านั้น)
อาการที่ต้องสังเกต: เริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่
อาการของโรคมักจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ:

1. ระยะแรก (1-8 สัปดาห์หลังรับเชื้อ)
จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั่วไป เช่น มีไข้สูง, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้อาเจียน หรือปวดท้อง

2. ระยะรุนแรง (ต้องพบแพทย์ทันที!)
หากเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด:
  • หอบเหนื่อย หายใจลำบาก
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • มีจุดเลือดออกตามตัว
  • ความดันโลหิตต่ำ
5 วิธีป้องกันง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน
เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เราควรดูแลสุขอนามัยในที่พักอาศัยดังนี้:
  1. กันหนูเข้าบ้าน: ปิดช่องโหว่ตามผนังและเก็บขยะให้มิดชิด
  2. เก็บอาหารให้ปลอดภัย: ใส่ภาชนะที่ปิดสนิทเสมอ
  3. เลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น: ในพื้นที่ที่มีมูลหนู ให้ใช้ "ผ้าเปียกเช็ด" เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ
  4. ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ: ก่อนทำความสะอาดบริเวณที่สงสัยว่ามีหนูอาศัยอยู่
  5. สวมอุปกรณ์ป้องกัน: ใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือทุกครั้งที่ทำความสะอาด

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์?

หากคุณมีไข้ และมีประวัติสัมผัสหนูในช่วง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะถ้ามีอาการหายใจลำบากหรือปัสสาวะน้อยลง ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที และแจ้งประวัติความเสี่ยงให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดครับ



ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม:
โทร: 02-111-3703
เว็บไซต์: www.sapienspainhospital.com
Facebook: Sapiens Hospital โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์


บทความที่เกี่ยวข้อง
อาการปวดใบหน้ามีหลายสาเหตุ  ค้นหาวิธีรักษาที่เหมาะสมเพื่อลดอาการปวดเรื้อรัง
อาการปวดใบหน้ามีหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาฟัน, ไซนัสอักเสบ หรือเส้นประสาทถูกกดทับ ค้นหาวิธีรักษาที่เหมาะสมเพื่อลดอาการปวดเรื้อรัง
26 พ.ค. 2025
ผู้ชายวัยทำงานปวดคอ
รู้ทันสัญญาณที่แสดงถึงอาการปวดคอรุนแรงที่ต้องระวัง พร้อมข้อมูลเฉพาะทางในการดูแลและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจตามมา
24 มี.ค. 2025
แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีความปวดจากโรคมะเร็ง
ความเจ็บปวดจากมะเร็งอาจเกิดขึ้นจากตัวเนื้องอกเอง การรักษา เช่น การผ่าตัดหรือการฉายรังสีหรือภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง
5 พ.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy