ปวดท้องแบบไหนอันตราย สาเหตุ อาการ และเมื่อไรควรพบแพทย์
อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026

ปวดท้องแบบไหนอันตราย สาเหตุ อาการ และเมื่อไรควรพบแพทย์
อาการปวดท้องเป็นอาการที่แทบทุกคนเคยเจอ บางครั้งเกิดจากอาหารไม่ย่อย ท้องอืด หรือรับประทานอาหารผิดสำแดง และอาจดีขึ้นได้เองภายในไม่นาน
แต่ในบางครั้ง อาการปวดท้องอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน นิ่วในท่อไต การติดเชื้อในช่องท้อง หรือโรคทางนรีเวชบางชนิดในผู้หญิง
สิ่งที่ทำให้อาการปวดท้องซับซ้อนคือ “ตำแหน่งเดียวกัน” อาจเกิดจากหลายโรค และ “โรคเดียวกัน” ก็อาจปวด ได้หลายตำแหน่ง ผู้ป่วยบางคนปวดลิ้นปี่จากกรดไหลย้อน แต่บางคนปวดลิ้นปี่จากถุงน้ำดี ตับอ่อน หรือหัวใจได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางคนปวดท้องขวาล่างจากลำไส้อักเสบ แต่บางคนเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือในผู้หญิงอาจเกี่ยวข้องกับรังไข่และท่อนำไข่ได้
ดังนั้น การดูแลอาการปวดท้องที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเดาว่า “น่าจะเป็นโรคกระเพาะ” แล้วซื้อยากินเองทุกครั้งแต่ควรสังเกตตำแหน่ง ลักษณะอาการ อาการร่วม ความรุนแรง และระยะเวลาที่เป็นเพราะปวดท้องบางแบบรอได้แต่ปวดท้องบางแบบไม่ควรรอ
ปวดท้องเกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการปวดท้องเกิดได้จากหลายระบบ ไม่ได้มาจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้เท่านั้น ในเวชปฏิบัติ แพทย์จะประเมินอาการปวดท้องโดยดูทั้งระบบทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ระบบสืบพันธุ์กล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง รวมถึงโรคนอกช่องท้องบางชนิดAmerican Family Physician ระบุว่าอาการปวดท้องเฉียบพลันในผู้ใหญ่มีสาเหตุหลากหลาย โดยสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ ลำไส้อักเสบหรือ gastroenteritis, ปวดท้องที่ยังไม่พบสาเหตุจำเพาะ, นิ่วในถุงน้ำดี, นิ่วในทางเดิน ปัสสาวะ, ถุงผนังลำไส้อักเสบ และไส้ติ่งอักเสบ
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
ตำแหน่งปวดท้องบอกอะไรได้บ้าง
ตำแหน่งปวดช่วยให้แพทย์ประเมินทิศทางของโรคได้ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
1. ปวดลิ้นปี่
ปวดลิ้นปี่อาจเกิดจากกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ แผลในกระเพาะ นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ หรือในบางรายอาจเป็นอาการของโรคหัวใจ โดยเฉพาะถ้ามีแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หายใจไม่อิ่ม หรือปวดร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง ถ้าปวดลิ้นปี่เป็นหลังอาหารมัน คลื่นไส้ ปวดร้าวไปหลังหรือสะบักขวา อาจต้องคิดถึงถุงน้ำดี ถ้าปวดลิ้นปี่รุนแรง ร้าวไปหลัง อาเจียนมาก อาจต้องระวังตับอ่อนอักเสบ ถ้าแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว เป็นมากเวลานอน อาจเข้าได้กับกรดไหลย้อน
2. ปวดชายโครงขวา
ปวดชายโครงขวาอาจเกี่ยวข้องกับตับ ถุงน้ำดี ท่อน้ำดี หรือกล้ามเนื้อบริเวณชายโครง ถ้ามีไข้ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจมีท่อน้ำดีอุดตันหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินน้ำดี
3. ปวดท้องขวาล่าง
ตำแหน่งนี้ทำให้หลายคนคิดถึงไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่ต้องแยกออก โดยเฉพาะถ้าเริ่มปวดรอบสะดือแล้วค่อยย้ายมาขวาล่าง มีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือปวดมากขึ้นเวลาเดิน ไอ หรือขยับตัว แต่ปวดท้องขวาล่างยังอาจเกิดจากลำไส้อักเสบ นิ่วในท่อไต ถุงผนังลำไส้ด้านขวาอักเสบ หรือโรคทางนรีเวชใน ผู้หญิงได้เช่นกัน ACR ระบุว่าในผู้ใหญ่ที่ปวดท้องขวาล่าง สาเหตุสำคัญนอกจากไส้ติ่งอักเสบยังรวมถึงถุงผนังลำไส้ด้านขวา นิ่วในท่อไต และลำไส้อักเสบติดเชื้อ
4. ปวดท้องซ้ายล่าง
อาจเกิดจากท้องผูก ลำไส้อักเสบ ถุงผนังลำไส้อักเสบ โรคทางเดินปัสสาวะ หรือโรคทางนรีเวชในผู้หญิง ถ้ามีไข้ถ่ายเปลี่ยนไป ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ควรพบแพทย์
5. ปวดท้องน้อย
ปวดท้องน้อยอาจเกี่ยวกับลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก หรือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ในผู้หญิง หากปวดท้องน้อยร่วมกับประจำเดือนขาด เลือดออกผิดปกติ ตกขาวผิดปกติ หรือเจ็บมากข้างเดียว ต้องตรวจหาสาเหตุทางนรีเวชอย่างเหมาะสม
6. ปวดทั่วท้อง
ปวดทั่วท้องอาจเกิดจากอาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ แก๊สในลำไส้ หรือท้องผูก แต่ถ้าปวดรุนแรง ท้องแข็ง มีไข้อาเจียนมาก หรือหน้ามืด ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นภาวะรุนแรงในช่องท้องปวดท้องเฉียบพลันกับปวดท้องเรื้อรังต่างกันอย่างไร
"ปวดท้องเฉียบพลัน" มักหมายถึงปวดที่เกิดขึ้นใหม่ในระยะเวลาไม่นาน โดยอาจเกิดจากโรคที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ลำไส้อุดตัน หรือภาวะติดเชื้อในช่องท้อง Merck Manual ระบุว่าอาการปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรงมักสะท้อนโรคภายในช่องท้อง และบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเดียวของโรคที่ต้องผ่าตัด
"ปวดท้องเรื้อรังหรือเป็นๆ หายๆ" อาจเกี่ยวข้องกับกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูกเรื้อรัง นิ่วในถุงน้ำดี โรคทางนรีเวช หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง การประเมินต้องดูรูปแบบของอาการ เช่น ปวดสัมพันธ์กับอาหาร การขับถ่าย รอบเดือน ความเครียด น้ำหนักลด หรือมีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วยปวดท้องเรื้อรังไม่ได้แปลว่าไม่อันตรายเสมอไป หากมีน้ำหนักลด ซีด ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด กลืนลำบาก อาเจียนเรื้อรัง หรือปวดปลุกตื่นกลางคืน ควรตรวจเพิ่มเติมปวดท้องแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
ควรไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
หลายคนเมื่อปวดท้องมักเริ่มจากการซื้อยาแก้ปวด ยาลดกรด ยาฆ่าเชื้อ หรือยาหยุดถ่ายกินเอง แต่การใช้ยา โดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้วินิจฉัยช้า หรือเกิดผลเสียได้ เช่น
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น แย่ลง หรือมีอาการเตือน ควรพบแพทย์
แพทย์จะตรวจอะไรเมื่อมีอาการปวดท้อง
การตรวจขึ้นกับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทุกคน
1. ซักประวัติอย่างละเอียด
แพทย์จะถามว่าเริ่มปวดเมื่อไร ปวดตรงไหน ปวดแบบบิด แสบ แน่น หรือปวดตื้อ ปวดร้าวไปที่ใด สัมพันธ์กับอาหาร การขับถ่าย ปัสสาวะ หรือรอบเดือนหรือไม่ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ท้องผูก หรือเลือดออกผิดปกติหรือไม่
2. ตรวจร่างกาย
การตรวจหน้าท้องช่วยดูตำแหน่งกดเจ็บ ท้องแข็ง การระคายเคืองเยื่อบุช่องท้อง ก้อนในช่องท้อง ไส้เลื่อน และอาการอื่น ๆ Merck Manual ระบุว่าการตรวจควรประเมินสัญญาณชีพ เช่น ไข้หรือชีพจรเร็ว รวมถึงดูตัวเหลือง ผื่น บวม และตรวจหน้าท้องเพื่อหาตำแหน่งกดเจ็บ อาการ guarding, rigidity หรือ rebound
3. ตรวจเลือด
อาจตรวจเม็ดเลือดขาว ค่าอักเสบ การทำงานของตับ ไต เกลือแร่ น้ำตาล เอนไซม์ตับอ่อน หรือค่าการติดเชื้อ ขึ้นกับอาการ4. ตรวจปัสสาวะ ช่วยประเมินการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่วในท่อไต หรือเลือดปนในปัสสาวะ ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อาจตรวจการตั้งครรภ์ร่วมด้วย
5. อัลตราซาวด์ช่องท้อง
เหมาะกับการประเมินถุงน้ำดี ตับ ท่อน้ำดี ไต ทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะนรีเวชบางชนิด ไม่มีรังสี และใช้บ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยบางกลุ่ม
6. CT scan ช่องท้อง
มีบทบาทมากในผู้ป่วยปวดท้องเฉียบพลันที่อาการไม่ชัดเจน สงสัยไส้ติ่งอักเสบ ถุงผนังลำไส้อักเสบ ลำไส้อุดตันภาวะแทรกซ้อนในช่องท้อง หรือโรคที่ต้องเห็นรายละเอียดหลายอวัยวะ ACR ระบุว่าภาพถ่ายทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในผู้ใหญ่ที่ปวดท้องแบบไม่จำเพาะ เพราะสาเหตุมีได้จากหลายระบบ และอาการบางครั้งไม่ชัดเจนจากตำแหน่งปวดเพียงอย่างเดียว
7. การตรวจเฉพาะทางอื่น
บางรายอาจต้องส่องกล้องกระเพาะอาหาร ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจอุ้งเชิงกราน ตรวจหัวใจ หรือส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางตามสาเหตุที่สงสัยปวดท้องในผู้หญิง ต้องคิดถึงโรคทางนรีเวชด้วย ในผู้หญิง อาการปวดท้องน้อยหรือปวดท้องข้างเดียวอาจไม่ได้มาจากลำไส้หรือกระเพาะอาหารเสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ หรือการตั้งครรภ์ได้สาเหตุที่ควรระวัง ได้แก่
ปวดท้องในผู้สูงอายุ ต้องระวังมากกว่าปกติผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาการไม่ชัด เช่น ไข้ไม่สูง ปวดไม่มาก หรืออธิบายอาการไม่ตรงตำแหน่ง แต่โรคอาจ รุนแรงได้ เช่น ลำไส้อุดตัน ลำไส้ขาดเลือด ถุงผนังลำไส้อักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้อง
ผิดปกติ
ดังนั้น หากผู้สูงอายุมีอาการปวดท้องใหม่ ๆ โดยเฉพาะร่วมกับซึมลง เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องอืด ไข้ หน้ามืดหรือความดันตก ไม่ควรรอดูอาการนานปวดท้องแบบไหนดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ ถ้าอาการปวดไม่รุนแรง ไม่มีไข้ ไม่มีอาเจียนมาก ไม่มีถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด ไม่มีปวดเฉพาะจุดมาก และยังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ อาจดูแลเบื้องต้นช่วงสั้น ๆ ได้ เช่น
คำถามที่พบบ่อย
1. ปวดท้องแบบไหนอันตราย
ปวดท้องที่อันตรายมักมีอาการร่วม เช่น ปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้องแข็ง ไข้สูง อาเจียนมาก ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด ตัวเหลือง ตาเหลือง หน้ามืด เป็นลม หายใจไม่อิ่ม หรือปวดหลังอุบัติเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาล
2. ปวดท้องขวาล่างเป็นไส้ติ่งเสมอไหม
ไม่เสมอไป แต่ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคสำคัญที่ต้องแยกออก โดยเฉพาะถ้ามีปวดมากขึ้น มีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้หรือปวดเวลาเดิน ไอ หรือขยับตัว อาจต้องตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือ CT scan ตามดุลยพินิจแพทย์
3. ปวดลิ้นปี่เป็นโรคกระเพาะเสมอไหม
ไม่เสมอไป ปวดลิ้นปี่อาจเกิดจากกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะ นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ หรือโรคหัวใจบางชนิด หากมีแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หายใจไม่อิ่ม ปวดร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง ควรรีบพบแพทย์
4. ปวดท้องร่วมกับถ่ายเหลวต้องกินยาหยุดถ่ายไหม
ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายเองทุกกรณี โดยเฉพาะถ้ามีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง หรือสงสัยติดเชื้อรุนแรงควรพบแพทย์ การดูแลเบื้องต้นคือจิบน้ำเกลือแร่และระวังขาดน้ำ
5. ปวดท้องเรื้อรังต้องส่องกล้องไหม
ไม่จำเป็นทุกคน แพทย์จะพิจารณาตามอายุ อาการ ตำแหน่งปวด น้ำหนักลด ซีด ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเรื้อรัง หรือประวัติครอบครัว หากมีสัญญาณเตือน อาจต้องส่องกล้องหรือทำการตรวจเพิ่มเติม
6. ปวดท้องต้องตรวจ CT scan ทุกคนไหม
ไม่จำเป็น การเลือกตรวจขึ้นกับอาการและโรคที่สงสัย บางรายตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ก็เพียงพอ บางราย
อาจต้อง CT scan หากอาการไม่ชัดเจนหรือสงสัยโรคในช่องท้องที่ต้องเห็นรายละเอียดมากขึ้น
7. ปวดท้องซื้อยากินเองได้ไหม
ถ้าอาการเล็กน้อยและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจดูแลเบื้องต้นช่วงสั้น ๆ ได้ แต่ไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อ ยาระบาย ยาหยุดถ่าย หรือยาแก้ปวดแรง ๆ เองโดยไม่รู้สาเหตุ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงควรพบแพทย์
อาการปวดท้องเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาทุกครั้ง เพราะสาเหตุมีตั้งแต่โรคไม่รุนแรง เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อน ไปจนถึงภาวะที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน หรือโรคทางนรีเวชบางชนิด
การสังเกตตำแหน่งปวด ลักษณะปวด อาการร่วม และระยะเวลาที่เป็น จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจโดยแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ อาเจียนมาก ท้องแข็ง ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด ตัวเหลืองหน้ามืด หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดท้องบางครั้งอาจหายได้เอง แต่ปวดท้องบางครั้งคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกให้รีบตรวจ การพบแพทย์เร็วในเวลาที่เหมาะสม ช่วยให้วินิจฉัยถูก รักษาเร็ว และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. Yew KS, George MK, Allred HB.Acute Abdominal Pain in Adults: Evaluation and Diagnosis.American Family Physician.2023;107(6):585–596.
2. National Institute for Health and Care Excellence. Abdominal pain - acute: Red flags.NICE Clinical Knowledge Summary.
3. Scheirey CD, Fowler KJ, Therrien JA, et al.ACR Appropriateness Criteria® Acute Nonlocalized Abdominal Pain. Journal of the American College of Radiology.2018.)
4. Kambadakone AR, et al. ACR Appropriateness Criteria® Right Lower Quadrant Pain.Journal of the American College of Radiology. 2022.
5. Merck Manual Professional Edition. Acute Abdominal Pain.
6. Merck Manual Professional Edition. Chronic Abdominal Pain and Recurrent Abdominal Pain.
อาการปวดท้องเป็นอาการที่แทบทุกคนเคยเจอ บางครั้งเกิดจากอาหารไม่ย่อย ท้องอืด หรือรับประทานอาหารผิดสำแดง และอาจดีขึ้นได้เองภายในไม่นาน
แต่ในบางครั้ง อาการปวดท้องอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน นิ่วในท่อไต การติดเชื้อในช่องท้อง หรือโรคทางนรีเวชบางชนิดในผู้หญิง
สิ่งที่ทำให้อาการปวดท้องซับซ้อนคือ “ตำแหน่งเดียวกัน” อาจเกิดจากหลายโรค และ “โรคเดียวกัน” ก็อาจปวด ได้หลายตำแหน่ง ผู้ป่วยบางคนปวดลิ้นปี่จากกรดไหลย้อน แต่บางคนปวดลิ้นปี่จากถุงน้ำดี ตับอ่อน หรือหัวใจได้เช่นกัน ผู้ป่วยบางคนปวดท้องขวาล่างจากลำไส้อักเสบ แต่บางคนเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือในผู้หญิงอาจเกี่ยวข้องกับรังไข่และท่อนำไข่ได้
ดังนั้น การดูแลอาการปวดท้องที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเดาว่า “น่าจะเป็นโรคกระเพาะ” แล้วซื้อยากินเองทุกครั้งแต่ควรสังเกตตำแหน่ง ลักษณะอาการ อาการร่วม ความรุนแรง และระยะเวลาที่เป็นเพราะปวดท้องบางแบบรอได้แต่ปวดท้องบางแบบไม่ควรรอ
ปวดท้องเกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการปวดท้องเกิดได้จากหลายระบบ ไม่ได้มาจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้เท่านั้น ในเวชปฏิบัติ แพทย์จะประเมินอาการปวดท้องโดยดูทั้งระบบทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ระบบสืบพันธุ์กล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง รวมถึงโรคนอกช่องท้องบางชนิดAmerican Family Physician ระบุว่าอาการปวดท้องเฉียบพลันในผู้ใหญ่มีสาเหตุหลากหลาย โดยสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ ลำไส้อักเสบหรือ gastroenteritis, ปวดท้องที่ยังไม่พบสาเหตุจำเพาะ, นิ่วในถุงน้ำดี, นิ่วในทางเดิน ปัสสาวะ, ถุงผนังลำไส้อักเสบ และไส้ติ่งอักเสบ
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร
- อาหารเป็นพิษหรือลำไส้อักเสบ
- ท้องผูก ท้องอืด หรือแก๊สในลำไส้
- นิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ
- ตับอ่อนอักเสบ
- ไส้ติ่งอักเสบ
- นิ่วในท่อไตหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
- ลำไส้อุดตัน
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
- โรคทางนรีเวช เช่น ถุงน้ำรังไข่แตก รังไข่บิดขั้ว อุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือท้องนอกมดลูก
- ปวดจากกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง
- โรคหัวใจบางชนิดที่อาจแสดงอาการคล้ายปวดลิ้นปี่หรือแน่นท้อง
ตำแหน่งปวดท้องบอกอะไรได้บ้าง
ตำแหน่งปวดช่วยให้แพทย์ประเมินทิศทางของโรคได้ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
1. ปวดลิ้นปี่
ปวดลิ้นปี่อาจเกิดจากกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ แผลในกระเพาะ นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ หรือในบางรายอาจเป็นอาการของโรคหัวใจ โดยเฉพาะถ้ามีแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หายใจไม่อิ่ม หรือปวดร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง ถ้าปวดลิ้นปี่เป็นหลังอาหารมัน คลื่นไส้ ปวดร้าวไปหลังหรือสะบักขวา อาจต้องคิดถึงถุงน้ำดี ถ้าปวดลิ้นปี่รุนแรง ร้าวไปหลัง อาเจียนมาก อาจต้องระวังตับอ่อนอักเสบ ถ้าแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว เป็นมากเวลานอน อาจเข้าได้กับกรดไหลย้อน
2. ปวดชายโครงขวา
ปวดชายโครงขวาอาจเกี่ยวข้องกับตับ ถุงน้ำดี ท่อน้ำดี หรือกล้ามเนื้อบริเวณชายโครง ถ้ามีไข้ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจมีท่อน้ำดีอุดตันหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินน้ำดี
3. ปวดท้องขวาล่าง
ตำแหน่งนี้ทำให้หลายคนคิดถึงไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่ต้องแยกออก โดยเฉพาะถ้าเริ่มปวดรอบสะดือแล้วค่อยย้ายมาขวาล่าง มีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือปวดมากขึ้นเวลาเดิน ไอ หรือขยับตัว แต่ปวดท้องขวาล่างยังอาจเกิดจากลำไส้อักเสบ นิ่วในท่อไต ถุงผนังลำไส้ด้านขวาอักเสบ หรือโรคทางนรีเวชใน ผู้หญิงได้เช่นกัน ACR ระบุว่าในผู้ใหญ่ที่ปวดท้องขวาล่าง สาเหตุสำคัญนอกจากไส้ติ่งอักเสบยังรวมถึงถุงผนังลำไส้ด้านขวา นิ่วในท่อไต และลำไส้อักเสบติดเชื้อ
4. ปวดท้องซ้ายล่าง
อาจเกิดจากท้องผูก ลำไส้อักเสบ ถุงผนังลำไส้อักเสบ โรคทางเดินปัสสาวะ หรือโรคทางนรีเวชในผู้หญิง ถ้ามีไข้ถ่ายเปลี่ยนไป ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ควรพบแพทย์
5. ปวดท้องน้อย
ปวดท้องน้อยอาจเกี่ยวกับลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก หรือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ในผู้หญิง หากปวดท้องน้อยร่วมกับประจำเดือนขาด เลือดออกผิดปกติ ตกขาวผิดปกติ หรือเจ็บมากข้างเดียว ต้องตรวจหาสาเหตุทางนรีเวชอย่างเหมาะสม
6. ปวดทั่วท้อง
ปวดทั่วท้องอาจเกิดจากอาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ แก๊สในลำไส้ หรือท้องผูก แต่ถ้าปวดรุนแรง ท้องแข็ง มีไข้อาเจียนมาก หรือหน้ามืด ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นภาวะรุนแรงในช่องท้องปวดท้องเฉียบพลันกับปวดท้องเรื้อรังต่างกันอย่างไร
"ปวดท้องเฉียบพลัน" มักหมายถึงปวดที่เกิดขึ้นใหม่ในระยะเวลาไม่นาน โดยอาจเกิดจากโรคที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ลำไส้อุดตัน หรือภาวะติดเชื้อในช่องท้อง Merck Manual ระบุว่าอาการปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรงมักสะท้อนโรคภายในช่องท้อง และบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเดียวของโรคที่ต้องผ่าตัด
"ปวดท้องเรื้อรังหรือเป็นๆ หายๆ" อาจเกี่ยวข้องกับกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูกเรื้อรัง นิ่วในถุงน้ำดี โรคทางนรีเวช หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง การประเมินต้องดูรูปแบบของอาการ เช่น ปวดสัมพันธ์กับอาหาร การขับถ่าย รอบเดือน ความเครียด น้ำหนักลด หรือมีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วยปวดท้องเรื้อรังไม่ได้แปลว่าไม่อันตรายเสมอไป หากมีน้ำหนักลด ซีด ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด กลืนลำบาก อาเจียนเรื้อรัง หรือปวดปลุกตื่นกลางคืน ควรตรวจเพิ่มเติมปวดท้องแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
ควรไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดท้องรุนแรงมาก หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ปวดจนเดินไม่ได้ ตัวงอ หรือขยับแล้วเจ็บมาก
- ท้องแข็ง กดเจ็บมาก หรือปล่อยมือแล้วเจ็บสะดุ้ง
- มีไข้สูง หนาวสั่น
- อาเจียนมาก ดื่มน้ำไม่ได้
- อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายด* ถ่ายเป็นเลือดจำนวนมาก
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม
- หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น เหงื่อแตก
- หายใจไม่อิ่มหรือแน่นหน้าอกร่วมด้วย
- ท้องอืดมาก ไม่ผายลม ไม่ถ่าย
- ปวดท้องหลังอุบัติเหตุ
- ปวดท้องในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ หรือผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือด
- ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มีปวดท้องน้อยร่วมกับประจำเดือนขาด หรือมีเลือดออกผิดปกติ
หลายคนเมื่อปวดท้องมักเริ่มจากการซื้อยาแก้ปวด ยาลดกรด ยาฆ่าเชื้อ หรือยาหยุดถ่ายกินเอง แต่การใช้ยา โดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้วินิจฉัยช้า หรือเกิดผลเสียได้ เช่น
- ยาแก้ปวดบางชนิดอาจระคายกระเพาะหรือทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร
- ยาหยุดถ่ายอาจไม่เหมาะในบางกรณีที่ติดเชื้อรุนแรงหรือมีไข้สูง
- ยาปฏิชีวนะกินเองอาจไม่ตรงเชื้อ ทำให้เชื้อดื้อยา หรือกลบอาการ
- ยาระบายอาจอันตรายหากมีลำไส้อุดตันหรือสงสัยไส้ติ่งอักเสบ
- การประคบร้อนแรง ๆ อาจทำให้ดูอาการผิดพลาดในบางกรณี
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น แย่ลง หรือมีอาการเตือน ควรพบแพทย์
แพทย์จะตรวจอะไรเมื่อมีอาการปวดท้อง
การตรวจขึ้นกับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทุกคน
1. ซักประวัติอย่างละเอียด
แพทย์จะถามว่าเริ่มปวดเมื่อไร ปวดตรงไหน ปวดแบบบิด แสบ แน่น หรือปวดตื้อ ปวดร้าวไปที่ใด สัมพันธ์กับอาหาร การขับถ่าย ปัสสาวะ หรือรอบเดือนหรือไม่ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ท้องผูก หรือเลือดออกผิดปกติหรือไม่
2. ตรวจร่างกาย
การตรวจหน้าท้องช่วยดูตำแหน่งกดเจ็บ ท้องแข็ง การระคายเคืองเยื่อบุช่องท้อง ก้อนในช่องท้อง ไส้เลื่อน และอาการอื่น ๆ Merck Manual ระบุว่าการตรวจควรประเมินสัญญาณชีพ เช่น ไข้หรือชีพจรเร็ว รวมถึงดูตัวเหลือง ผื่น บวม และตรวจหน้าท้องเพื่อหาตำแหน่งกดเจ็บ อาการ guarding, rigidity หรือ rebound
3. ตรวจเลือด
อาจตรวจเม็ดเลือดขาว ค่าอักเสบ การทำงานของตับ ไต เกลือแร่ น้ำตาล เอนไซม์ตับอ่อน หรือค่าการติดเชื้อ ขึ้นกับอาการ4. ตรวจปัสสาวะ ช่วยประเมินการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่วในท่อไต หรือเลือดปนในปัสสาวะ ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อาจตรวจการตั้งครรภ์ร่วมด้วย
5. อัลตราซาวด์ช่องท้อง
เหมาะกับการประเมินถุงน้ำดี ตับ ท่อน้ำดี ไต ทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะนรีเวชบางชนิด ไม่มีรังสี และใช้บ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยบางกลุ่ม
6. CT scan ช่องท้อง
มีบทบาทมากในผู้ป่วยปวดท้องเฉียบพลันที่อาการไม่ชัดเจน สงสัยไส้ติ่งอักเสบ ถุงผนังลำไส้อักเสบ ลำไส้อุดตันภาวะแทรกซ้อนในช่องท้อง หรือโรคที่ต้องเห็นรายละเอียดหลายอวัยวะ ACR ระบุว่าภาพถ่ายทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในผู้ใหญ่ที่ปวดท้องแบบไม่จำเพาะ เพราะสาเหตุมีได้จากหลายระบบ และอาการบางครั้งไม่ชัดเจนจากตำแหน่งปวดเพียงอย่างเดียว
7. การตรวจเฉพาะทางอื่น
บางรายอาจต้องส่องกล้องกระเพาะอาหาร ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจอุ้งเชิงกราน ตรวจหัวใจ หรือส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางตามสาเหตุที่สงสัยปวดท้องในผู้หญิง ต้องคิดถึงโรคทางนรีเวชด้วย ในผู้หญิง อาการปวดท้องน้อยหรือปวดท้องข้างเดียวอาจไม่ได้มาจากลำไส้หรือกระเพาะอาหารเสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ หรือการตั้งครรภ์ได้สาเหตุที่ควรระวัง ได้แก่
- ถุงน้ำรังไข่แตก
- รังไข่บิดขั้ว
- อุ้งเชิงกรานอักเสบ
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
- ปวดประจำเดือนรุนแรงผิดปกติ
- เนื้องอกมดลูกบางชนิด
- การตั้งครรภ์นอกมดลูก
ปวดท้องในผู้สูงอายุ ต้องระวังมากกว่าปกติผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาการไม่ชัด เช่น ไข้ไม่สูง ปวดไม่มาก หรืออธิบายอาการไม่ตรงตำแหน่ง แต่โรคอาจ รุนแรงได้ เช่น ลำไส้อุดตัน ลำไส้ขาดเลือด ถุงผนังลำไส้อักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้อง
ผิดปกติ
ดังนั้น หากผู้สูงอายุมีอาการปวดท้องใหม่ ๆ โดยเฉพาะร่วมกับซึมลง เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องอืด ไข้ หน้ามืดหรือความดันตก ไม่ควรรอดูอาการนานปวดท้องแบบไหนดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ ถ้าอาการปวดไม่รุนแรง ไม่มีไข้ ไม่มีอาเจียนมาก ไม่มีถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด ไม่มีปวดเฉพาะจุดมาก และยังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ อาจดูแลเบื้องต้นช่วงสั้น ๆ ได้ เช่น
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด แอลกอฮอล์ กาแฟ หรืออาหารที่กระตุ้นอาการ
- พักผ่อน
- สังเกตตำแหน่งและความรุนแรงของอาการ
- หากมีท้องเสีย ให้จิบน้ำเกลือแร่ตามความเหมาะสม
- หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง หรือมีอาการเตือน ให้พบแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
1. ปวดท้องแบบไหนอันตราย
ปวดท้องที่อันตรายมักมีอาการร่วม เช่น ปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้องแข็ง ไข้สูง อาเจียนมาก ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด ตัวเหลือง ตาเหลือง หน้ามืด เป็นลม หายใจไม่อิ่ม หรือปวดหลังอุบัติเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาล
2. ปวดท้องขวาล่างเป็นไส้ติ่งเสมอไหม
ไม่เสมอไป แต่ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคสำคัญที่ต้องแยกออก โดยเฉพาะถ้ามีปวดมากขึ้น มีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้หรือปวดเวลาเดิน ไอ หรือขยับตัว อาจต้องตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือ CT scan ตามดุลยพินิจแพทย์
3. ปวดลิ้นปี่เป็นโรคกระเพาะเสมอไหม
ไม่เสมอไป ปวดลิ้นปี่อาจเกิดจากกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะ นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ หรือโรคหัวใจบางชนิด หากมีแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หายใจไม่อิ่ม ปวดร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง ควรรีบพบแพทย์
4. ปวดท้องร่วมกับถ่ายเหลวต้องกินยาหยุดถ่ายไหม
ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายเองทุกกรณี โดยเฉพาะถ้ามีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง หรือสงสัยติดเชื้อรุนแรงควรพบแพทย์ การดูแลเบื้องต้นคือจิบน้ำเกลือแร่และระวังขาดน้ำ
5. ปวดท้องเรื้อรังต้องส่องกล้องไหม
ไม่จำเป็นทุกคน แพทย์จะพิจารณาตามอายุ อาการ ตำแหน่งปวด น้ำหนักลด ซีด ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเรื้อรัง หรือประวัติครอบครัว หากมีสัญญาณเตือน อาจต้องส่องกล้องหรือทำการตรวจเพิ่มเติม
6. ปวดท้องต้องตรวจ CT scan ทุกคนไหม
ไม่จำเป็น การเลือกตรวจขึ้นกับอาการและโรคที่สงสัย บางรายตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ก็เพียงพอ บางราย
อาจต้อง CT scan หากอาการไม่ชัดเจนหรือสงสัยโรคในช่องท้องที่ต้องเห็นรายละเอียดมากขึ้น
7. ปวดท้องซื้อยากินเองได้ไหม
ถ้าอาการเล็กน้อยและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจดูแลเบื้องต้นช่วงสั้น ๆ ได้ แต่ไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อ ยาระบาย ยาหยุดถ่าย หรือยาแก้ปวดแรง ๆ เองโดยไม่รู้สาเหตุ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงควรพบแพทย์
อาการปวดท้องเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาทุกครั้ง เพราะสาเหตุมีตั้งแต่โรคไม่รุนแรง เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อน ไปจนถึงภาวะที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน หรือโรคทางนรีเวชบางชนิด
การสังเกตตำแหน่งปวด ลักษณะปวด อาการร่วม และระยะเวลาที่เป็น จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้แทนการตรวจโดยแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ อาเจียนมาก ท้องแข็ง ถ่ายด ถ่ายเป็นเลือด ตัวเหลืองหน้ามืด หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดท้องบางครั้งอาจหายได้เอง แต่ปวดท้องบางครั้งคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกให้รีบตรวจ การพบแพทย์เร็วในเวลาที่เหมาะสม ช่วยให้วินิจฉัยถูก รักษาเร็ว และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. Yew KS, George MK, Allred HB.Acute Abdominal Pain in Adults: Evaluation and Diagnosis.American Family Physician.2023;107(6):585–596.
2. National Institute for Health and Care Excellence. Abdominal pain - acute: Red flags.NICE Clinical Knowledge Summary.
3. Scheirey CD, Fowler KJ, Therrien JA, et al.ACR Appropriateness Criteria® Acute Nonlocalized Abdominal Pain. Journal of the American College of Radiology.2018.)
4. Kambadakone AR, et al. ACR Appropriateness Criteria® Right Lower Quadrant Pain.Journal of the American College of Radiology. 2022.
5. Merck Manual Professional Edition. Acute Abdominal Pain.
6. Merck Manual Professional Edition. Chronic Abdominal Pain and Recurrent Abdominal Pain.
บทความที่เกี่ยวข้อง
เจ็บเต้านม คลำได้ก้อน อย่าเพิ่งตกใจ แต่ไม่ควรปล่อยผ่านอาการเจ็บเต้านมหรือคลำได้ก้อน เป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากกังวลทันทีว่า “จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือเปล่า”
9 ก.ค. 2026
อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องที่ผู้หญิงจำนวนมากคุ้นเคย บางคนปวดหน่วง ๆ พอทนได้ บางคนต้องกินยาแก้ปวด บางคนต้องนอนพักครึ่งวัน
10 ก.ค. 2026
อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง: อาการปวดจาก Chocolate Cyst ช็อกโกแลตซีสต์ คุณผู้หญิงที่มีอาการปวดท้อง ปวดท้องอย่างไร สังเกตตนเองง่ายๆ เพื่อการรักษา ระวังป้องกัน
13 ก.ค. 2025


