แชร์

เตรียมตัวก่อนผ่าตัดอย่างไรให้ปลอดภัย

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.ค. 2026
ผ่าตัด, เซเปี้ยนACซ์, sapiens,  อายุรกรรม
เตรียมตัวก่อนผ่าตัดอย่างไรให้ปลอดภัย

    การผ่าตัดเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล แม้จะเป็นการผ่าตัดที่แพทย์บอกว่าไม่ใหญ่มากก็ตาม บางคนกลัวเจ็บ บางคนกลัวดมยาสลบ บางคนกังวลเรื่องโรคประจำตัว บางคนกลัวแผลติดเชื้อ และหลายคนไม่แน่ใจว่าก่อนผ่าตัดต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ในความเป็นจริง ความปลอดภัยของการผ่าตัดไม่ได้เริ่มต้นในห้องผ่าตัด แต่เริ่มตั้งแต่วันที่แพทย์วางแผนรักษาวันที่ซักประวัติ วันที่ตรวจเลือด วันที่ทบทวนยา และวันที่คนไข้เริ่มเตรียมร่างกายก่อนผ่าตัด

    การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดที่ดีช่วยลดความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น ภาวะแทรกซ้อนจากยาระงับความรู้สึก แผลติด
เชื้อ เลือดออก น้ำตาลผิดปกติ ความดันไม่คงที่ ปอดอักเสบหลังผ่าตัด หรือการฟื้นตัวช้า แนวทางสากลด้าน perioperative care เน้นว่าการประเมินก่อนผ่าตัดควรมองผู้ป่วยทั้งคน ไม่ใช่ดูเฉพาะโรคที่จะผ่า เพราะสุขภาพ เดิม โรคประจำตัว ยาที่ใช้ โภชนาการ การสูบบุหรี่ การนอน และความพร้อมที่บ้าน ล้วนมีผลต่อผลลัพธ์หลังผ่าตัด 

บทความนี้จะอธิบายแบบเป็นขั้นตอนว่า ก่อนผ่าตัดควรเตรียมอะไร ต้องแจ้งแพทย์เรื่องใด งดน้ำงดอาหาร อย่างไร ยาอะไรต้องระวัง และหลังผ่าตัดควรสังเกตอาการแบบไหน เพื่อให้การผ่าตัดปลอดภัยและฟื้นตัวได้ดีที่สุด

1. เริ่มจากเข้าใจว่า “ผ่าตัดอะไร และทำไปเพื่ออะไร”ก่อนผ่าตัด

คนไข้ควรเข้าใจให้ชัดเจนว่าแพทย์จะผ่าตัดอะไร ผ่าเพื่อรักษาอะไร มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และคาด
หวังผลลัพธ์อย่างไร คำถามที่ควรถามแพทย์ ได้แก่
  • โรคหรือปัญหาของเราคืออะไร
  • ถ้าไม่ผ่าตัด จะเกิดอะไรขึ้น
  • มีทางเลือกอื่นนอกจากผ่าตัดหรือไม่
  • การผ่าตัดนี้ทำอย่างไร
  • ใช้ยาชา บล็อกเส้นประสาท หรือดมยาสลบ
  • ต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน
  • หลังผ่าตัดเจ็บมากไหม
  • ต้องพักงานหรือพักกิจกรรมกี่วัน
  • มีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง
  • อาการแบบไหนหลังผ่าตัดที่ต้องรีบกลับมาโรงพยาบาล
   คนไข้ที่เข้าใจแผนการรักษามักลดความกังวลได้มากขึ้น และสามารถเตรียมตัวได้ตรงจุดกว่า เพราะการผ่าตัดที่ปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องของศัลยแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์เท่านั้น แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมแพทย์คนไข้ และครอบครัว
   
2. แจ้งโรคประจำตัวให้ครบ อย่าคิดว่าไม่เกี่ยวกับการผ่าตัด 

       โรคประจำตัวบางโรคอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับการผ่าตัด แต่จริง ๆ แล้วมีผลอย่างมากต่อความปลอดภัย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคตับ โรคเลือด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ ประวัติเคยแพ้ยาสลบ

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่น้ำตาลสูงมากอาจเสี่ยงแผลหายช้าและติดเชื้อง่าย ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจต้อง
ประเมินความเสี่ยงหัวใจก่อนผ่าตัด ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจต้องวางแผนการใช้ยาระงับความรู้สึก และการเฝ้าระวังหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม แนวทาง AHA/ACC 2024 ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงหัวใจก่อน ผ่าตัดควรพิจารณาจากสภาพผู้ป่วย ชนิดของการผ่าตัด ความเร่งด่วน และความสามารถในการออกแรงของผู้ ป่วยร่วมกัน ไม่ใช่ตรวจหัวใจทุกคนแบบเหมือนกันทั้งหมด ข้อมูลที่ควรแจ้งแพทย์ให้ครบ ได้แก่
  • โรคประจำตัวทั้งหมด
  • ประวัติผ่าตัดหรือดมยาสลบครั้งก่อน
  • เคยแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ยาชา หรือแพ้ยาสลบหรือไม่
  • เคยมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหรือไม่
  • เคยเลือดออกง่าย หยุดเลือดยาก หรือมีลิ่มเลือดอุดตันหรือไม่
  • มีภาวะนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หรือใช้เครื่อง CPAP หรือไม่
  • ตั้งครรภ์หรือมีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่
  • มีฟันโยก ฟันปลอม หรือปัญหาช่องปากหรือไม่
  • มีผู้ดูแลหลังผ่าตัดหรือไม่

   อย่ารอให้แพทย์ถามทุกเรื่อง หากมีข้อมูลสำคัญควรแจ้งเอง เพราะข้อมูลเล็ก ๆ บางอย่างอาจเปลี่ยนแผนการดมยา การผ่าตัด หรือการดูแลหลังผ่าตัดได้

3. นำรายการยา อาหารเสริม และสมุนไพรมาให้แพทย์ดู
     หนึ่งในจุดที่มักเกิดปัญหาก่อนผ่าตัดคือ “ยา” เพราะคนไข้บางรายกินยาหลายชนิด บางรายซื้อยาเอง บางรายกินอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาลูกกลอน แต่ไม่ได้คิดว่าเกี่ยวกับการผ่าตัด ยาบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ยาบางชนิดมีผลต่อความดัน ยาบางชนิดมีผลต่อน้ำตาล ยาบางชนิดมีผลต่อการดมยาสลบ และยาบางชนิดไม่ควรหยุดเอง เพราะอาจทำให้โรคกำเริบ กลุ่มยาที่ควรแจ้งแพทย์เป็นพิเศษ ได้แก่

  • ยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin, dabigatran, rivaroxaban, apixaban
  • ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น aspirin, clopidogrel
  • ยาเบาหวานและ insulin
  • ยาความดันโลหิต
  • ยาสเตียรอยด์
  • ยากดภูมิคุ้มกัน
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
  • ยานอนหลับ ยาคลายกังวล หรือ opioid
  • อาหารเสริม เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี สมุนไพรบางชนิด
  • ยาสมุนไพรหรือยาลูกกลอนที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
    หลักสำคัญคือ "อย่าหยุดยาเองก่อนผ่าตัดโดยไม่ปรึกษาแพทย์" เพราะยาบางชนิดต้องหยุดล่วงหน้า แต่บางชนิดต้องกินต่อจนถึงวันผ่าตัด การตัดสินใจขึ้นกับชนิดของยา ชนิดของการผ่าตัด ความเสี่ยงเลือดออก และโรคประจำตัวของคนไข้

4. ตรวจประเมินก่อนผ่าตัด ไม่ใช่ตรวจให้เยอะที่สุด แต่ตรวจให้เหมาะที่สุด
    หลายคนเข้าใจว่าก่อนผ่าตัดต้องตรวจทุกอย่างให้ครบ แต่แนวทางปัจจุบันเน้นการตรวจตามความจำเป็นของแต่ละคน ไม่ใช่ตรวจเหมือนกันทุกคน
การตรวจที่อาจพิจารณา ได้แก่
  • ตรวจเลือด เช่น CBC, เกลือแร่, ไต, ตับ, น้ำตาล
  • ตรวจการแข็งตัวของเลือดในรายที่มีข้อบ่งชี้
  • ตรวจปัสสาวะในบางกรณี
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG
  • X-ray ปอดในบางราย
  • ตรวจเพิ่มเติมด้านหัวใจ ปอด หรือโรคเฉพาะทางตามความเสี่ยง
  • ประเมินภาวะโลหิตจาง โภชนาการ และความพร้อมร่างกาย
     CPOC guideline ระบุว่าการประเมินก่อนผ่าตัดควรใช้เพื่อค้นหาความเสี่ยงที่ปรับปรุงได้ เช่น โรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ดี ภาวะโลหิตจาง ปัญหาโภชนาการ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการปรับสภาพก่อนผ่าตัดเท่าที่ทำได้

     ดังนั้น หากแพทย์ไม่ได้สั่งตรวจบางอย่าง ไม่ได้แปลว่าดูแลไม่ครบ แต่อาจหมายความว่าการตรวจนั้นไม่จำเป็น
สำหรับความเสี่ยงของคุณในครั้งนี้

5. งดน้ำ งดอาหารก่อนผ่าตัดอย่างไร
     การงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันการสำลักอาหารหรือน้ำย่อยเข้าปอดระหว่างได้รับยาระงับความรู้สึกแนวทาง ASA 2023 เป็นการอัปเดตเรื่องการงดอาหารก่อนผ่าตัด โดยเฉพาะการดื่มน้ำใสหรือเครื่องดื่ม คาร์โบไฮเดรตก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ระยะเวลางดน้ำงดอาหารต้องขึ้นกับชนิดของผ่าตัด ประเภทการดมยา ความเสี่ยงสำลัก โรคประจำตัว และคำสั่งเฉพาะของทีมวิสัญญี โดยทั่วไปในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ผ่าตัดแบบ elective แนวทางสากลหลายฉบับมักใช้หลักใกล้เคียงกัน เช่น
  • อาหารมื้อหนักหรืออาหารมัน อาจต้องงดนานกว่าอาหารเบา
  • อาหารเบา มักงดประมาณ 6 ชั่วโมง
  • น้ำใส อาจดื่มได้จนถึงประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่เหมาะสม
  • ผู้ที่มีกรดไหลย้อนรุนแรง กระเพาะอาหารเคลื่อนช้า เบาหวานบางราย ตั้งครรภ์ อ้วนมาก หรือมีความเสี่ยง
     สำลัก อาจต้องใช้คำแนะนำเฉพาะแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ให้ยึดคำสั่งงดน้ำงดอาหารจากโรงพยาบาลและวิสัญญีแพทย์ของคุณเป็นหลัก" เพราะ
คำสั่งนั้นปรับตามโรคและการผ่าตัดของคุณแล้ว ถ้าเผลอกินหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ควรแจ้งทีมแพทย์ตามจริง ไม่ควรปิดบัง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างดมยาและทำให้การผ่าตัดไม่ปลอดภัย

6. ควบคุมโรคประจำตัวให้ดีที่สุดก่อนผ่าตัด
     หากผ่าตัดไม่ฉุกเฉิน ช่วงก่อนผ่าตัดคือเวลาสำคัญในการปรับร่างกายให้พร้อมที่สุด
  • เบาหวาน 
    ควรควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพราะน้ำตาลสูงสัมพันธ์กับแผลหายช้าและแผลติดเชื้อได้ง่ายขึ้นการปรับยาเบาหวานหรือ insulin ก่อนผ่าตัดควรทำตามแผนแพทย์ ไม่ควรปรับเอง

  • ความดันโลหิตสูง 
    ควรวัดความดันสม่ำเสมอและกินยาตามแพทย์สั่ง หากความดันสูงมากในวันผ่าตัด อาจต้องเลื่อนผ่าตัดเพื่อความปลอดภัยในบางราย

  • โรคหัวใจ 
    ผู้ที่มีเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น เป็นลม หรือเคยมีโรคหัวใจ ควรแจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัด หากมีความเสี่ยงสูงอาจต้องประเมินเพิ่มเติมตามแนวทาง perioperative cardiovascular assessment

  • โรคปอดและการสูบบุหรี่ 
    ควรแจ้งหากมีหอบหืด COPD ไอเรื้อรัง หายใจเหนื่อย หรือใช้ยาพ่น การหยุดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัดช่วยลดภาวะแทรกซ้อนทางปอดและแผลหายช้าได้ โดยแนวทาง ERAS หลายสาขาให้ความสำคัญกับการหยุดสูบบุหรี่ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนผ่าตัดเมื่อทำได้

  • โรคไตและตับ 
    ควรแจ้งยาที่ใช้และผลเลือดเดิม เพราะโรคไตและตับมีผลต่อการเลือกยา การขับยา และความเสี่ยงเลือดออกหรือบวมน้ำหลังผ่าตัด
7. เตรียมร่างกายให้ฟื้นตัวง่ายขึ้น
     การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไม่ใช่แค่ตรวจเลือดและงดอาหาร แต่รวมถึงการทำให้ร่างกายพร้อมฟื้นตัวด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ 
    โปรตีนช่วยซ่อมแซมแผลและเนื้อเยื่อ ผู้ป่วยที่ขาดสารอาหารหรือกินได้น้อยควรแจ้งแพทย์ เพราะภาวะโภชนาการไม่ดีอาจทำให้แผลหายช้าและติดเชื้อง่ายขึ้น โครงการ Strong for Surgery ของ American College of Surgeons ให้ความสำคัญกับการคัดกรองโภชนาการ การควบคุมน้ำตาล การเลิกบุหรี่ และการทบทวนยาเป็นองค์ประกอบสำคัญก่อนผ่าตัด


  • ออกกำลังกายเท่าที่เหมาะสม
    หากแพทย์ไม่ห้าม การเดินเบา ๆ ฝึกหายใจ หรือบริหารกล้ามเนื้อเบื้องต้นก่อนผ่าตัดอาจช่วยให้ฟื้นตัวดีขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องผ่าตัดใหญ่

  • นอนหลับให้เพียงพอ 
    การนอนมีผลต่อภูมิคุ้มกัน ความดัน น้ำตาล และการฟื้นตัว หากนอนไม่หลับหรือมีนอนกรนรุนแรง ควรแจ้งแพทย์


  • งดบุหรี่และลดแอลกอฮอล์ 
    บุหรี่ทำให้แผลหายช้า เพิ่มความเสี่ยงปอดแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสแผลติดเชื้อ ส่วนแอลกอฮอล์อาจมีผลต่อการดมยา ตับ เลือดออก และการฟื้นตัว การหยุดหรือลดล่วงหน้าตามคำแนะนำแพทย์จึงมีประโยชน์
8. ป้องกันแผลติดเชื้อ เริ่มได้ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด
     แผลติดเชื้อหลังผ่าตัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทีมแพทย์ให้ความสำคัญมาก แนวทาง CDC และ WHO ระบุว่าการป้องกันแผลติดเชื้อควรเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด ไม่ใช่พึ่งยาปฏิชีวนะอย่างเดียว

สิ่งที่คนไข้ช่วยได้ ได้แก่
  • อาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายตามคำแนะนำก่อนผ่าตัด
  • ไม่โกนขนบริเวณผ่าตัดเอง เพราะอาจเกิดแผลถลอกเล็ก ๆ
  • แจ้งหากมีแผลติดเชื้อ สิว ฝี หรือผื่นใกล้ตำแหน่งผ่าตัด
  • ควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
  • งดบุหรี่
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องทำแผลหลังผ่าตัด* ไม่เปิดแผลเองก่อนเวลาที่แพทย์แนะน
  • ไม่ทายาหรือสมุนไพรบนแผลโดยไม่ได้รับคำแนะน
ถ้ามีไข้ แผลแดง บวม ร้อน ปวดมากขึ้น มีหนอง หรือมีกลิ่นผิดปกติหลังผ่าตัด ควรรีบกลับมาพบแพทย์

9. เตรียมใจและเตรียมข้อมูลก่อนเซ็นยินยอมผ่าตัด
    ใบยินยอมผ่าตัดไม่ใช่เอกสารที่เซ็นให้ครบขั้นตอนเท่านั้น แต่เป็นช่วงเวลาที่คนไข้ควรเข้าใจข้อมูลสำคัญก่อนการรักษาควรทราบว่า
  • ผ่าตัดเพื่ออะไร
  • ผลที่คาดหวังคืออะไร
  • ความเสี่ยงที่สำคัญมีอะไร
  • มีโอกาสต้องเปลี่ยนวิธีผ่าตัดหรือไม่
  • อาจต้องให้เลือดหรือไม่
  • อาจต้องนอน ICU หรือไม่ในรายเสี่ยงสูง
  • หลังผ่าตัดต้องดูแลอย่างไร
  • ต้องมาติดตามเมื่อไร
หากยังไม่เข้าใจ ควรถามก่อนเซ็น การถามไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจแพทย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ปลอดภัยและร่วมตัดสินใจอย่างถูกต้อง

10. วันผ่าตัดควรเตรียมอะไรไปโรงพยาบาล สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
  • บัตรประชาชนหรือเอกสารประจำตัว
  • เอกสารประกันหรือเอกสารบริษัท หากใช้สิทธิ์
  • ผลตรวจเดิมที่เกี่ยวข้อง
  • รายการยาที่ใช้ประจ หรือถุงยาจริง
  • เครื่องช่วยหายใจ CPAP หากใช้อยู่
  • แว่นตา เครื่องช่วยฟัง หรืออุปกรณ์จำเป็น
  • เสื้อผ้าหลวม ใส่สบาย
  • รองเท้าเดินสะดวก ไม่ลื่น
  • ผู้ดูแลหรือญาติที่สามารถรับฟังคำแนะนำหลังผ่าตัด
  • เบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน
ควรงดเครื่องประดับ นาฬิกา เล็บปลอม หรือของมีค่าที่ไม่จำเป็น และควรทำตามคำแนะนำของโรงพยาบาลเกี่ยวกับการอาบน้ แต่งหน้า ทาเล็บ หรือใส่คอนแทคเลนส์ก่อนผ่าตัด

11. หลังผ่าตัด ต้องสังเกตอะไรบ้าง
    หลังผ่าตัด ผู้ป่วยควรสังเกตทั้งอาการทั่วไปและแผลผ่าตัดควรรีบติดต่อโรงพยาบาลหากมีอาการต่อไปนี้
  • ไข้สูงหรือหนาวสั่น* แผลแดง บวม ร้อน ปวดมากขึ้น
  • มีหนอง เลือดออกมาก หรือมีกลิ่นผิดปกติจากแผล
  • ปวดมากผิดปกติแม้กินยาแล้ว
  • หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก ใจสั่น หรือหน้ามืด
  • ขาบวม ปวดน่อง หรือสงสัยลิ่มเลือด
  • อาเจียนมาก กินไม่ได้ ดื่มน้ำไม่ได้
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • ซึม สับสน หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • อาการใด ๆ ที่คนไข้หรือญาติรู้สึกไม่มั่นใจ
ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงมากก่อนค่อยติดต่อ เพราะภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง หากพบเร็ว มักแก้ไขได้ง่ายกว่า

12. Surgical Safety Checklist: ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นกับคนเดียว
    การผ่าตัดที่ปลอดภัยเกิดจากระบบที่ดี ไม่ใช่ความสามารถของแพทย์คนเดียว WHO Surgical Safety Checklist เป็นเครื่องมือระดับสากลที่ช่วยให้ทีมผ่าตัดตรวจสอบสิ่งสำคัญก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด เช่น ยืนยันตัวผู้ป่วย ตำแหน่งผ่าตัด ชนิดหัตถการ ความเสี่ยงแพ้ยา ยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัด อุปกรณ์ และการสื่อสารของทีม 

     สำหรับคนไข้ สิ่งนี้สะท้อนว่า หากทีมแพทย์ถามชื่อ ถามวันเกิด ถามตำแหน่งผ่าตัด หรือถามซ้ำหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะไม่จำ แต่เป็นกระบวนการป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์ คนไข้เองก็มีส่วนร่วมได้ เช่น ยืนยันข้อมูลของตัวเอง แจ้งประวัติแพ้ยา แจ้งยาที่ใช้ และถามเมื่อไม่มั่นใจ

คำถามที่พบบ่อย
  1. ก่อนผ่าตัดต้องงดน้ำงดอาหารกี่ชั่วโมง
    ขึ้นกับชนิดการผ่าตัด ประเภทการดมยา และความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยทั่วไปในผู้ใหญ่สุขภาพดี การงดอาหารเบาอาจประมาณ 6 ชั่วโมง และน้ำใสอาจดื่มได้ถึงประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัดในบางกรณี แต่ต้องยึดคำสั่งของโรงพยาบาลและวิสัญญีแพทย์เป็นหลัก เพราะบางคนต้องงดนานกว่านั้นตามความเสี่ยง

  2. ต้องหยุด aspirin หรือยาละลายลิ่มเลือดก่อนผ่าตัดไหม 
    ไม่ควรหยุดเอง ต้องให้แพทย์ประเมิน เพราะบางคนต้องหยุดเพื่อลดเลือดออก แต่บางคนหยุดแล้วเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจหรือสมองอุดตัน การตัดสินใจขึ้นกับชนิดยา เหตุผลที่ใช้ยา และชนิดของการผ่าตัด

  3. เป็นเบาหวาน ผ่าตัดได้ไหม
    ผ่าตัดได้ในหลายกรณี แต่ต้องควบคุมน้ำตาลและวางแผนยาให้เหมาะสม หากน้ำตาลสูงมากอาจเสี่ยงแผลติดเชื้อและแผลหายช้า ควรแจ้งแพทย์เรื่องยาเบาหวานและ insulin ทุกชนิด

  4. ก่อนผ่าตัดต้องตรวจหัวใจทุกคนไหมไม่จำเป็นทุกคน
    การตรวจหัวใจควรพิจารณาตามอายุ อาการ โรคประจำตัว ความเสี่ยง และชนิดของการผ่าตัดแนวทาง AHA/ACC เน้นการประเมินแบบเป็นขั้นตอน ไม่ใช่ตรวจหัวใจขั้นสูงในทุกคนโดยไม่มีข้อบ่งชี้

  5. ถ้าเป็นหวัดหรือมีไข้ก่อนผ่าตัด ต้องเลื่อนผ่าตัดไหม 
    ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ ชนิดการผ่าตัด และชนิดยาระงับความรู้สึก หากมีไข้ ไอมาก หอบ หรือสงสัยติดเชื้อ ควรแจ้งโรงพยาบาลก่อนวันผ่าตัด แพทย์จะประเมินว่าควรผ่าตัดต่อหรือเลื่อนเพื่อความปลอดภัย

  6. ต้องหยุดบุหรี่ก่อนผ่าตัดนานแค่ไหน 
    ควรหยุดให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ และถ้าเป็นการผ่าตัดที่วางแผนล่วงหน้า การหยุดสูบบุหรี่หลายสัปดาห์ก่อนผ่าตัดมีประโยชน์ต่อปอด แผล และการฟื้นตัว แนวทาง ERAS หลายฉบับสนับสนุนการหยุดสูบบุหรี่ล่วงหน้าเมื่อทำได้

  7. หลังผ่าตัดปวดมากแค่ไหนถึงผิดปกติ 
    อาการปวดหลังผ่าตัดพบได้ แต่ควรค่อย ๆ ดีขึ้นและควบคุมได้ด้วยยา หากปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดผิดปกติแผลบวมแดง มีไข้ หรือปวดจนขยับไม่ได้ ควรติดต่อโรงพยาบาล
    การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัย ไม่แพ้การผ่าตัดเอง คนไข้ควรเข้าใจแผนการรักษาแจ้งโรคประจำตัวให้ครบ นำรายการยาทั้งหมดให้แพทย์ดู งดน้ำงดอาหารตามคำสั่ง ควบคุมโรคประจำตัว เลิกบุหรี่หรือหยุดแอลกอฮอล์ตามคำแนะน เตรียมผู้ดูแล และเรียนรู้สัญญาณอันตรายหลังผ่าตัดการผ่าตัดที่ดีไม่ได้เริ่มเมื่อเข้าห้องผ่าตัดแต่เริ่มตั้งแต่วันที่คนไข้และทีมแพทย์วางแผนร่วมกันเพราะเป้าหมายของการผ่าตัดไม่ใช่แค่ “ผ่าให้เสร็จ” แต่คือ "ผ่าอย่างปลอดภัย ฟื้นตัวดี ลดภาวะแทรกซ้อน และกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ"

สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. Centre for Perioperative Care. Preoperative Assessment and Optimisation for Adult Surgery.2021.
2. Association of Anaesthetists. Pre-operative assessment and patient preparation: the role of the anaesthetist.Anaesthesia guideline.
3. Joshi GP, Abdelmalak BB, Weigel WA, et al. 2023 American Society of Anesthesiologists Practice Guidelines for Preoperative Fasting. Anesthesiology. 2023.
4. Thompson A, Fleischmann KE, Smilowitz NR, et al.2024 AHA/ACC/Multisociety Guideline for Perioperative Cardiovascular Management for Noncardiac Surgery.Circulation. 2024.5. World Health Organization. WHO Guidelines for Safe Surgery 2009: Safe Surgery Saves Lives.
6. World Health Organization. Implementation Manual: WHO Surgical Safety Checklist. 2009.
7. Berríos-Torres SI, Umscheid CA, Bratzler DW, et al.Centers for Disease Control and Prevention Guideline for the Prevention of Surgical Site Infection, 2017. JAMA Surgery. 2017.
8. World Health Organization.Global Guidelines for the Prevention of Surgical Site Infection.2nd edition. 2018.
9. American College of Surgeons. Strong for Surgery: Preoperative Checklists.
10. ERAS Society.Enhanced Recovery After Surgery Guidelines.
11. Stenberg E, et al.Guidelines for Perioperative Care in Bariatric Surgery: ERAS Society Recommendations: A 2021 Update.World Journal of Surgery.2022.
12. Royal College of Anaesthetists. Guidelines for the Provision of Anaesthesia Services: Preoperative assessment.2023.

บทความที่เกี่ยวข้อง
ล้มหัวฟาดพื้น ปวดคอ วิธีเช็กอาการเบื้องต้นและการรักษา
หากล้มหัวฟาดพื้นและปวดคอ ให้สังเกตอาการ เช่น ความเจ็บปวดที่รุนแรงหรือความชาบริเวณคอ ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
28 พ.ค. 2025
ใส้ติ่ง, ใส้ติ่งอักเสบ, โรงพยาบาล, เซเปี้ยนซ์, sapiens
"ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร? ปวดท้องลักษณะไหนที่ควรสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง? ร่วมทำความเข้าใจสาเหตุของโรค สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม และเทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและทันท่วงที"
30 มิ.ย. 2026
ฝี, หนอง, แผลติดเชื้อ, เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
ฝี หรือ abscess คือการติดเชื้อที่ทำให้เกิดโพรงหนองอยู่ในเนื้อเยื่อ หนองประกอบด้วยเชื้อโรค เม็ดเลือดขาว เซลล์ที่ตายแล้ว และของเหลวจากการอักเสบ
9 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy