แชร์

ฝี หนอง แผลติดเชื้อ เมื่อไรต้องผ่าระบายหนอง

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.ค. 2026
ฝี, หนอง, แผลติดเชื้อ, เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
ฝี หนอง แผลติดเชื้อ เมื่อไรต้องผ่าระบายหนอง

ฝีเล็ก ๆ อาจไม่เล็กเสมอไป
   หลายคนเริ่มจากตุ่มแดงเล็กๆ ใต้ผิวหนังตอนแรกอาจคิดว่าเป็นสิว แมลงกัด หรือแผลถลอกธรรมดา แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ก้อนนั้นเริ่มบวม แดง ร้อน เจ็บมากขึ้น บางครั้งกดแล้วปวดตุบๆ เหมือนมีอะไรขังอยู่ข้างในบางรายเริ่มมีหัวหนอง มีน้ำเหลือง มีกลิ่น หรือมีไข้ร่วมด้วย

นี่อาจไม่ใช่แค่แผลอักเสบธรรมดา แต่อาจเป็น “ฝี” หรือแผลติดเชื้อที่มีหนองขังอยู่ใต้ผิวหนัง

    สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ เมื่อมีแผลติดเชื้อหรือมีหนอง ต้องกินยาปฏิชีวนะอย่างเดียวก็พอแต่ในทางการแพทย์ หากมีหนองขังเป็นโพรงอยู่ใต้ผิวหนัง การรักษาหลักมักไม่ใช่แค่ยา เพราะยาปฏิชีวนะ เข้าไปจัดการหนองที่ถูกขังอยู่ได้จำกัด การเปิดระบายหนองออกจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาในหลายกรณี พูดให้เข้าใจง่ายคือ "ถ้ามีหนองขังอยู่ ต้องเอาหนองออกให้ถูกวิธีไม่ใช่ปล่อยให้ร่างกายสู้กับเชื้อโรคในโพรงหนองไปเรื่อยๆ

บทความนี้จะอธิบายว่า ฝีคืออะไร แผลติดเชื้อแบบไหนต้องผ่าระบายหนอง เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์ และทำไมไม่ควรบีบหรือเจาะหนองเองที่บ้าน

ฝีคืออะไร
   ฝี หรือ abscess คือการติดเชื้อที่ทำให้เกิดโพรงหนองอยู่ในเนื้อเยื่อ หนองประกอบด้วยเชื้อโรค เม็ดเลือดขาว เซลล์ที่ตายแล้ว และของเหลวจากการอักเสบ ฝีอาจเกิดได้แทบทุกตำแหน่งของร่างกาย เช่น
  • ใบหน้า
  • รักแร้
  • หลัง
  • ก้น
  • ขาหนีบ
  • รอบทวารหนัก
  • เต้านม
  • มือและนิ้ว
  • บริเวณแผลผ่าตัด
  • บริเวณที่เคยมีซีสต์หรือก้อนใต้ผิวหนัง
    สาเหตุที่พบบ่อยคือเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังผ่านรอยแตกเล็กๆ แผลถลอก รูขุมขนอักเสบ การโกนขน การ เกา การบีบสิว หรือแผลที่ดูเหมือนไม่สำคัญในตอนแรก เมื่อเชื้อเข้าสู่ผิวหนัง ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการเชื้อโรค เกิดการอักเสบ บวม แดง และเมื่อมีเนื้อเยื่อที่ตายร่วมกับเชื้อโรค จึงกลายเป็นหนองขังอยู่ภายใน

ฝีต่างจากแผลอักเสบธรรมดาอย่างไร
แผลอักเสบหรือผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้ออาจมีอาการแดง ร้อน บวม เจ็บ แต่ยังไม่มีหนองขังเป็นโพรง ชัดเจน ภาวะนี้มักเรียกว่า cellulitis หรือผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอักเสบแต่ถ้าเริ่มมีหนองขัง จะมีลักษณะที่ต่างออกไป เช่น
  • มีก้อนบวมเฉพาะจุด
  • ปวดมากขึ้น
  • กดแล้วเจ็บลึก
  • ผิวหนังตึงหรือเงา
  • บางจุดนิ่มตรงกลาง คล้ายมีของเหลวอยู่ข้างใน
  • มีหัวหนองหรือหนองไหล
  • อาจมีไข้หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย
   ในทางปฏิบัติ แผลติดเชื้อบางรายเริ่มจาก cellulitis แล้วค่อยกลายเป็นฝีเมื่อหนองรวมตัวกันอยู่ใต้ผิวหนัง ดังนั้น หากแผลแดงบวมมากขึ้นทั้งที่เริ่มกินยาแล้ว หรือเริ่มคลำได้ก้อนนิ่มๆ เจ็บๆ ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อ ประเมินว่ามีหนองซ่อนอยู่หรือไม่

ทำไมมีหนองแล้วมักต้องระบายออก
    หนองที่ขังอยู่ใต้ผิวหนังเหมือนเชื้อโรคถูกกักอยู่ในโพรงปิด หากหนองไม่ถูกระบายออก ความดันภายในโพรงอาจเพิ่มขึ้น ทำให้ปวดมากขึ้น เนื้อเยื่อรอบ ๆ ถูกทำลายมากขึ้น และเชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงการเปิดระบายหนอง หรือ incision and drainage เป็นหัตถการที่แพทย์ใช้เปิดทางให้หนองออกจากโพรง ลดความดัน ลดปริมาณเชื้อ และช่วยให้แผลเริ่มฟื้นตัว

   ยาปฏิชีวนะมีประโยชน์ในบางกรณี แต่ถ้ามีหนองขังชัดเจน ยาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เปรียบได้กับห้องที่มีน้ำสกปรกขังอยู่ การใส่น้ำยาฆ่าเชื้ออาจช่วยบางส่วน แต่ถ้าไม่ระบายน้ำเสียออก ปัญหาก็ยังอยู่

แผลแบบไหนมักต้องผ่าระบายหนอง
ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาระบายหนอง หากมีลักษณะต่อไปนี้
  1. มีก้อนบวม แดง ร้อน เจ็บ และปวดมากขึ้น ถ้าก้อนอักเสบปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะปวดตุบ ๆ หรือปวดลึก ๆ อาจหมายถึงมีหนองขังอยู่ภายใน
  2. กดแล้วรู้สึกนิ่มตรงกลางหรือเหมือนมีของเหลวภาวะนี้เรียกว่า fluctuation เป็นลักษณะที่ชวนสงสัยว่ามีโพรงหนองใต้ผิวหนัง และมักต้องระบายออก
  3. มีหัวหนองหรือหนองเริ่มไหล แม้หนองจะเริ่มไหลออกเอง แต่ไม่ได้แปลว่าหนองออกหมดเสมอไป บางครั้งรูเปิดเล็กเกินไป ทำให้หนองยังค้าง อยู่ข้างในและกลับมาเป็นซ้
  4. แผลโตขึ้นหรือแดงลาม ถ้ารอยแดงขยายออก บวมมากขึ้น หรือเจ็บมากขึ้น แสดงว่าการติดเชื้ออาจลุกลาม ต้องประเมินว่ามีทั้งหนอง และ cellulitis ร่วมกันหรือไม่
  5. มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าร่างกายมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อมากขึ้น อาจจำเป็นต้องระบายหนองร่วมกับให้ยาปฏิชีวนะ
  6. เป็นฝีในตำแหน่งเสี่ยง ตำแหน่งบางจุดควรให้แพทย์ประเมินเร็ว เช่น ใบหน้า รอบตา มือ นิ้ว อวัยวะเพศ เต้านม รอบทวารหนัก หรือ บริเวณใกล้ข้อ เพราะการติดเชื้ออาจลุกลามหรือมีโครงสร้างสำคัญอยู่ใกล้
  7. เป็นในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
ผู้ป่วยบางกลุ่มมีโอกาสติดเชื้อรุนแรงหรือแผลหายช้ากว่าปกติ เช่น
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคไต
  • ผู้ป่วยโรคตับ
  • ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์
  • ผู้ป่วยมะเร็งหรือได้รับเคมีบำบัด
  • ผู้ที่มีแผลเรื้อรังหรือหลอดเลือดส่วนปลายตีบ
    กลุ่มนี้ไม่ควรรอดูอาการเองนาน เพราะแผลอาจลุกลามเร็วและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าแผลแบบไหนอาจยังไม่ต้องผ่าระบายหนองทันที ไม่ใช่แผลแดงทุกแผลต้องถูกผ่าเสมอไป หากเป็นเพียงผิวหนังอักเสบระยะแรก ยังไม่มีโพรงหนอง ไม่มีหัวหนอง และแพทย์ตรวจแล้วไม่พบหนองขัง อาจรักษาด้วยการทำความสะอาดแผล ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม และติดตามอาการได้

    บางก้อนที่เริ่มอักเสบเล็กน้อย เช่น รูขุมขนอักเสบหรือตุ่มเล็ก ๆ อาจดีขึ้นได้ด้วยการประคบอุ่น ดูแลความสะอาด และเฝ้าสังเกต แต่ต้องไม่บีบ ไม่แกะ และไม่ใช้เข็มเจาะเองหากอาการไม่ดีขึ้นใน 24–48 ชั่วโมง แดงลาม ปวดมากขึ้น หรือเริ่มมีหนอง ควรกลับมาพบแพทย์

ผ่าระบายหนองทำอย่างไร
การผ่าระบายหนองเป็นหัตถการขนาดเล็กในหลายกรณี แต่ต้องทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อและประเมินตำแหน่ง
อย่างเหมาะสมโดยทั่วไป แพทย์จะทำตามขั้นตอนดังนี้
  1. ตรวจประเมินตำแหน่ง ขนาด และความลึกของฝี
  2. ทำความสะอาดผิวหนัง
  3. ฉีดยาชาเฉพาะที่
  4. เปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณที่เหมาะสม
  5. ระบายหนองออก
  6. ล้างโพรงหนองตามความเหมาะสม
  7. อาจเก็บตัวอย่างหนองส่งเพาะเชื้อในบางราย
  8. ใส่ผ้าก๊อซหรือวัสดุช่วยระบายในบางกรณี
  9. ปิดแผลและนัดทำแผลหรือติดตามอาการ
   หลังระบายหนอง อาการปวดมักดีขึ้น เพราะความดันในโพรงหนองลดลง แต่แผลยังต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องจนกว่าโพรงจะค่อย ๆ ปิดจากด้านในออกมาด้านนอก

ต้องกินยาปฏิชีวนะทุกคนไหม
ไม่จำเป็นทุกคน ในฝีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อน ผู้ป่วยสุขภาพแข็งแรง ไม่มีไข้ ไม่มีรอยแดงลาม และได้รับการระบายหนองอย่างเหมาะสม บางรายอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ควรใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยในกรณีต่อไปนี้
  • มีไข้ หนาวสั่น หรืออาการระบบ
  • รอยแดงลามรอบแผลมาก
  • มี cellulitis ร่วมด้วย
  • ฝีหลายตำแหน่ง
  • ฝีขนาดใหญ่
  • เป็นตำแหน่งเสี่ยง เช่น ใบหน้า มือ รอบทวารหนัก อวัยวะเพศ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่
  • ผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง
  • มีลิ้นหัวใจเทียมหรือความเสี่ยงเฉพาะบางอย่าง
  • สงสัยเชื้อดื้อยา เช่น MRSA ตามปัจจัยเสี่ยงและพื้นที่
   การเลือกยาต้องขึ้นกับลักษณะการติดเชื้อ ความรุนแรง โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และเชื้อที่สงสัย ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะอาจเลือกยาไม่ตรงเชื้อ กินไม่ครบ ทำให้เชื้อดื้อยา หรือกลบอาการจนมาพบแพทย์ช้า

ทำไมไม่ควรบีบ เจาะ หรือกรีดฝีเอง
หลายคนพยายามบีบหนองออกเองเพราะคิดว่าจะทำให้หายเร็ว แต่การบีบหรือเจาะเองมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิดอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ หนองออกไม่หมด ทำให้กลับมาเป็นซ้ำ
  • เชื้อกระจายลึกขึ้น
  • แผลกว้างขึ้น
  • เกิดแผลเป็นมากขึ้น
  • เสี่ยงติดเชื้อเพิ่มจากอุปกรณ์ไม่สะอาด
  • เลือดออก
  • โดนเส้นเลือด เส้นประสาท หรือโครงสร้างสำคัญ
  • ทำให้การรักษาภายหลังยากขึ้น
  โดยเฉพาะฝีบริเวณใบหน้า รอบจมูก รอบตา มือ นิ้ว อวัยวะเพศ และรอบทวารหนัก ไม่ควรบีบเองเด็ดขาดเพราะเป็นตำแหน่งที่มีความเสี่ยงต่อการลุกลามและภาวะแทรกซ้อนมากกว่าแผลทั่วไป 

ฝีและหนองอันตรายแค่ไหน
ฝีเล็กๆ ที่รักษาเร็วและระบายหนองถูกวิธีมักหายได้ดี แต่ถ้าปล่อยไว้นานหรือรักษาไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
  • การติดเชื้อลามในผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
  • ฝีลึก
  • แผลเรื้อรัง
  • เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
  • กระดูกอักเสบ โดยเฉพาะแผลลึกที่เท้าหรือผู้ป่วยเบาหวาน
  • เนื้อเยื่อตาย
  • การติดเชื้อรุนแรง เช่น necrotizing fasciitis ซึ่งพบไม่บ่อยแต่เป็นภาวะฉุกเฉิน
   ดังนั้น หากแผลดูแย่ลงเร็ว ปวดมากผิดปกติ หรือมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก ไม่ควรรอดูอาการเองสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปโรงพยาบาล
ควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการต่อไปนี้
  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดมากผิดปกติ หรือปวดมากกว่าแผลที่เห็นภายนอก
  • รอยแดงลามเร็ว
  • ผิวหนังเปลี่ยนเป็นม่วง ดำ หรือมีตุ่มน้ำพอง
  • แผลมีกลิ่นเหม็นมาก
  • มีหนองจำนวนมาก
  • ซึม อ่อนเพลียมาก หน้ามืด
  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
  • คลื่นไส้อาเจียนมาก
  • เป็นแผลติดเชื้อในผู้ป่วยเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่
  • * แผลอยู่ที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
  • * แผลอยู่ใกล้ตา มือ นิ้ว อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก
  • * ขยับนิ้ว มือ เท้า หรือข้อแล้วปวดมาก
   อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้การติดเชื้อที่รุนแรงกว่าฝีธรรมดา และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็วหลังผ่าระบายหนอง ต้องดูแลแผลอย่างไร
หลังระบายหนองแล้ว แผลยังต้องการการดูแลต่อเนื่อง เพราะโพรงฝีต้องค่อย ๆ หายจากด้านใน หากปิดแผลเร็วเกินไปทั้งที่ข้างในยังมีช่องว่าง อาจเกิดหนองซ้ำได้ แนวทางดูแลทั่วไป ได้แก่
  • ทำแผลตามคำแนะนำแพทย์
  • รักษาแผลให้สะอาดและแห้งตามช่วงเวลาที่แพทย์กำหนด
  • ไม่แกะผ้าก๊อซหรือวัสดุระบายเองหากแพทย์ยังไม่อนุญาต
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
  • ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสแผล
  • หลีกเลี่ยงการบีบหรือกดแผล
  • สังเกตอาการแดง บวม ปวด หรือหนองเพิ่ม
  • กลับมาตามนัดเพื่อประเมินว่าโพรงหนองยุบลงหรือไม่
   หากมีไข้ ปวดมากขึ้น หนองเพิ่ม กลิ่นเหม็นมากขึ้น หรือรอยแดงลาม ควรกลับมาพบแพทย์ก่อนวันนัด

ป้องกันฝีและแผลติดเชื้อได้อย่างไร

การป้องกันทำได้โดยลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ผิวหนัง และดูแลโรคประจำตัวที่ทำให้ติดเชื้อง่าย คำแนะนำที่ช่วยได้ ได้แก่
  • รักษาความสะอาดผิวหนัง
  • ล้างแผลเล็ก ๆ ทันทีด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ
  • ปิดแผลหากอยู่ในตำแหน่งเสียดสีหรือสกปรกง่าย
  • ไม่แกะ เกา หรือบีบสิวและตุ่มอักเสบ
  • ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน
  • รักษาเชื้อราที่เท้าหรือผิวหนังแตก
  • ควบคุมเบาหวานให้ดี
  • รักษาท้องผูกหรือเหงื่ออับชื้นในบริเวณที่เกิดฝีซ้
  • เปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวเป็นประจ
  • หากเป็นฝีซ้ำบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาปัจจัยเสี่ยง
  ผู้ที่เป็นฝีซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ก้น หรือใต้ราวนม อาจต้องประเมินภาวะอื่น เช่น hidradenitis suppurativa หรือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ควรรักษาเป็นฝีธรรมดาซ้ ๆ โดยไม่หาสาเหตุ

คำถามที่พบบ่อย
  1. มีหนองแล้วกินยาอย่างเดียวได้ไหม 
    บางแผลอักเสบที่ยังไม่มีโพรงหนองอาจรักษาด้วยยาได้ แต่ถ้ามีหนองขังเป็นฝีชัดเจน การรักษาหลักมักต้องเปิดระบายหนอง ยาปฏิชีวนะอาจใช้ร่วมในบางกรณี เช่น มีไข้ แดงลาม เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ หรือฝีอยู่ตำแหน่งเสี่ยง


  2. ฝีเล็ก ๆ ประคบอุ่นได้ไหมฝีหรือตุ่มอักเสบขนาดเล็กมากที่ยังไม่มีอาการรุนแรง อาจประคบอุ่นและสังเกตอาการได้ แต่ห้ามบีบหรือเจาะเอง หากปวดมากขึ้น แดงลาม โตขึ้น หรือเริ่มมีหนอง ควรพบแพทย์

  3. ผ่าระบายหนองเจ็บไหม 
    แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนเปิดระบายหนอง ระหว่างทำอาจรู้สึกตึงหรือกดดันบ้าง แต่โดยทั่วไปช่วยลดอาการปวดจากความดันของหนองได้มากหลัง

  4. ระบายหนองแล้วต้องเย็บแผลไหม 
    หลายกรณีแผลระบายหนองจะไม่เย็บปิดแน่นทันที เพราะต้องเปิดทางให้หนองและของเหลวระบายออก และให้แผลค่อย ๆ หายจากด้านใน แพทย์จะพิจารณาวิธีปิดแผลตามขนาดและตำแหน่งของฝี


  5. ฝีเป็นซ้ำบ่อยเกิดจากอะไร 
    อาจเกิดจากการเสียดสี เหงื่ออับชื้น รูขุมขนอักเสบ เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ การติดเชื้อซ้ำจากผิวหนัง หรือโรคผิวหนังบางชนิด เช่น hidradenitis suppurativa หากเป็นซ้ำบ่อยควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ


  6. หนองมีกลิ่นเหม็นอันตรายไหม 
    กลิ่นเหม็นอาจบ่งบอกการติดเชื้อที่มากขึ้นหรือมีเนื้อเยื่อตาย ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะหากมีไข้ ปวดมาก แดงลาม หรือแผลอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน


  7. แผลติดเชื้อแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล 
    ควรรีบไปโรงพยาบาลหากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดมากผิดปกติ รอยแดงลามเร็ว ผิวหนังสีม่วงหรือดำ หนองมากมีกลิ่นเหม็น ซึม หรือเป็นแผลติดเชื้อในผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ หรือแผลอยู่บริเวณใบหน้า มือ นิ้ว อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก
      ฝี หนอง และแผลติดเชื้อเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีหนองขังอยู่ใต้ผิวหนัง เพราะการรักษาหลักในหลายกรณีคือการเปิดระบายหนองอย่างถูกวิธี ไม่ใช่การกินยาปฏิชีวนะอย่างเดียวหากแผลบวม แดง ร้อน เจ็บมากขึ้น มีก้อนนิ่มตรงกลาง มีหัวหนอง หนองไหล ไข้ แดงลาม หรือเป็นในผู้ป่วยเบา หวานและภูมิคุ้มกันต่ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องระบายหนองหรือไม่ สิ่งที่ไม่ควรทำคือบีบ เจาะ หรือกรีดฝีเอง เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลาม หนองออกไม่หมด แผลใหญ่ขึ้น หรือเกิด ภาวะแทรกซ้อนได้ แผลติดเชื้อที่รักษาเร็ว มักหายได้ดี แต่แผลที่ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามลึกและรักษายากขึ้น การตรวจตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติ จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703

เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ

1. Stevens DL, Bisno AL, Chambers HF, et al. Practice Guidelines for the Diagnosis and Management of Skin and Soft Tissue Infections: 2014 Update by the Infectious Diseases Society of America. Clinical Infectious Diseases. 2014;59(2):e10–e52.
2. National Institute for Health and Care Excellence. Cellulitis and erysipelas: antimicrobial prescribing. NICE Guideline NG141. 2019.
3. Vermandere M, Aertgeerts B, Agoritsas T, et al. Antibiotics after incision and drainage for uncomplicated skin abscesses: a clinical practice guideline. BMJ. 2018;360:k243.
4. Ramakrishnan K, Salinas RC, Agudelo Higuita NI. Skin and Soft Tissue Infections. American Family Physician. 2015;92(6):474–483.
5. Wang W, Chen W, Liu Y, et al. Antibiotics for uncomplicated skin abscesses: systematic review and network meta-analysis. BMJ Open. 2018;8:e020991.
6. Pastorino A, Tavarez MM. Incision and Drainage. StatPearls Publishing. Updated 2023.
7. Raff AB, Kroshinsky D. Cellulitis: A Review. JAMA. 2016;316(3):325–337.

บทความที่เกี่ยวข้อง
ก้อนใต้ผิวหนัง,  เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
ก้อนใต้ผิวหนังส่วนใหญ่ที่พบในชีวิตประจำวันมักเป็นก้อนธรรมดา เช่น ก้อนไขมันหรือซีสต์ และไม่ใช่มะเร็ง แต่คำว่า “ส่วนใหญ่” ไม่ได้แปลว่า “ทุกก้อน” เพราะก้อนบางชนิดอาจเป็นเนื้องอกที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
8 ก.ค. 2026
ริดสีดวง,  เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
ริดสีดวงทวาร คือภาวะที่หลอดเลือดและเนื้อเยื่อพยุงบริเวณทวารหนักบวม โป่งพอง หรือเลื่อนต่ำลง ทำให้เกิดอาการเลือดออก คัน เจ็บ มีก้อนยื่น หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดในความเป็นจริง
8 ก.ค. 2026
ใส้ติ่ง, ใส้ติ่งอักเสบ, โรงพยาบาล, เซเปี้ยนซ์, sapiens
"ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร? ปวดท้องลักษณะไหนที่ควรสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง? ร่วมทำความเข้าใจสาเหตุของโรค สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม และเทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและทันท่วงที"
30 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy