แชร์

แผลเบาหวานและแผลเรื้อรัง ดูแลอย่างไรไม่ให้ลุกลาม

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.ค. 2026
เบาหวาน, แผย, เรื้อรัง, เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
แผลเบาหวานและแผลเรื้อรัง ดูแลอย่างไรไม่ให้ลุกลาม

   แผลเบาหวาน แผลเรื้อรัง แผลที่เท้าเบาหวาน หรือแผลไม่หาย อาจลุกลามจนติดเชื้อ กระดูกอักเสบ หรือเสี่ยงตัดขาได้ หากดูแลไม่ถูกวิธี เรียนรู้สัญญาณอันตราย วิธีดูแลแผล และเมื่อไรควรพบแพทย์แผลเบาหวานและแผลเรื้อรัง ดูแลอย่างไรไม่ให้ลุกลามแผลเล็กๆ ที่เท้า อาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
  • บางคนเริ่มจากรองเท้ากัด
  • บางคนเริ่มจากตาปลา
  • บางคนมีแผลจากการตัดเล็บลึกเกินไป
  • บางคนเหยียบของมีคมโดยไม่รู้ตัว
  • และบางคนเพิ่งเห็นแผลตอนล้างเท้าหรือถอดถุงเท้า
  สำหรับคนทั่วไป แผลเล็กเหล่านี้อาจหายได้ในเวลาไม่นานแต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แผลเล็กๆ อาจไม่เล็กอย่างที่คิด เพราะเบาหวานไม่ได้กระทบแค่น้ำตาลในเลือด แต่ยังส่งผลต่อเส้นประสาท เส้นเลือด ภูมิคุ้มกัน และความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย เมื่อมีแผลเกิดขึ้น แผลจึงอาจหายช้า ติดเชื้อง่าย ลุกลามลึก และในบางรายอาจนำไปสู่กระดูกอักเสบ เนื้อตาย หรือการสูญเสียอวัยวะได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า แผลเบาหวานต้องทายาอะไร?” แต่คือ
  • ทำอย่างไรให้แผลไม่ลุกลาม?
  • เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?
  • แผลแบบไหนเสี่ยงติดเชื้อ?
  • แผลเบาหวานต้องตัดขาจริงหรือไม่?
   บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คนไข้และครอบครัวเข้าใจแผลเบาหวานและแผลเรื้อรังได้ถูกต้องดูแลตัวเองได้ปลอดภัยขึ้น และรู้ว่าเมื่อไรไม่ควรรอดูอาการเอง

แผลเบาหวานคืออะไร
แผลเบาหวาน 
คือแผลที่เกิดในผู้ป่วยเบาหวาน โดยพบได้บ่อยบริเวณเท้า นิ้วเท้า ฝ่าเท้า ส้นเท้า หรือบริเวณที่
รับน้ำหนักและเสียดสีกับรองเท้า แผลชนิดนี้มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
  1. ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน
  2. เส้นเลือดส่วนปลายตีบหรือเลือดไปเลี้ยงเท้าไม่ดี
  3. น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
  4. แรงกดซ้ ๆ จากการเดิน รองเท้า หรือรูปเท้าที่ผิดปกติ
  5. การดูแลเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ตัดเล็บลึก แกะตาปลา ใช้ของมีคม หรือแช่เท้าในน้ำร้อน
   เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดร่วมกัน แผลจึงหายช้ากว่าปกติ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น 

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นแผลง่ายและหายช้า 
หลายคนเข้าใจว่าแผลเบาหวานเกิดจากน้ำตาลสูงเพียงอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วแผลเบาหวานเป็นผลรวมของหลายระบบในร่างกายที่เริ่มทำงานผิดปกติ
  1. ปลายประสาทเสื่อม ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ 
    ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากมีภาวะปลายประสาทเสื่อม ทำให้ความรู้สึกที่เท้าลดลง เช่น ชา แสบร้อน เหมือนมีเข็มทิ่ม หรือบางรายแทบไม่รู้สึกเจ็บเลยปัญหาคือ เมื่อเหยียบของมีคม โดนรองเท้ากัด หรือมีแผลเล็ก ๆ คนไข้บางรายไม่รู้ตัว เพราะไม่เจ็บเหมือนคนทั่วไป กว่าจะเห็นแผล แผลอาจลึกหรือติดเชื้อไปแล้วนี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจเท้าทุกวัน แม้ไม่มีอาการปวด


  2. เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่ดี ทำให้แผลหายช้า 
    เบาหวานสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาและเท้าลดลง เมื่อเลือดไปเลี้ยงไม่พอ แผลจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารน้อยลง จึงหายช้าและเสี่ยงต่อเนื้อตายสัญญาณที่ชวนสงสัยเลือดไปเลี้ยงเท้าไม่ดี เช่น 
    เท้าเย็น, สีผิวคล้ ซีด หรือม่วง, ปวดน่องเวลาเดิน พักแล้วดีขึ้น,          แผลหายช้า, คลำชีพจรที่เท้าได้เบา, นิ้วเท้าหรือ

  3. น้ำตาลสูงทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานลดลง 
    เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคจะทำงานได้ลดลง ทำให้แผลติดเชื้อง่าย และการต่อสู้กับเชื้อโรคไม่มีประสิทธิภาพ
ดูแลแผลเบาหวานอย่างไรไม่ให้ลุกลาม
  1. ตรวจเท้าทุกวัน ดูว่ามีแผล รอยถลอก ผิวแตก หรือจุดแดงผิดปกติ หากมองไม่เห็นชัด อาจใช้กระจกช่วย
  2. ทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี: ล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด ไม่ใช้แอลกอฮอล์หรือสารที่ทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย
  3. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด น้ำตาลที่ควบคุมได้ดีจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  4. ลดแรงกดที่แผล: ใช้รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรืออุปกรณ์ลดแรงกดตามคำแนะนำแพทย์
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมแกะตาปลาหรือตัดหนังแข็งเอง: ควรให้แพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญดูแล
  6. พบแพทย์ทันทีหากแผลไม่ดีขึ้น: ถ้าแผลไม่เล็กลงใน 1-2 สัปดาห์ แดง บวม มีกลิ่น มีหนอง หรือปวดมากขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อป้องกันการลุกลาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
  1. แผลเบาหวานต้องตัดขาไหม? ไม่ใช่ทุกแผลต้องตัดขา แต่แผลที่ปล่อยไว้จนติดเชื้อลึกหรือเนื้อตายอาจทำให้ต้องตัดได้ หากรักษาเร็ว โอกาสรักษาโดยไม่ต้องตัดสูงขึ้น

  2. แผลเบาหวานมีกลิ่นทำอย่างไร? แผลที่มีกลิ่นอาจมีการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะและการทำแผลเฉพาะ

  3. แผลเบาหวานสีดำคืออะไร? สีดำอาจบ่งบอกถึงเนื้อตาย หากพบควรรีบพบแพทย์เพื่อตัดเนื้อตายและประเมินการรักษา

  4. แผลเรื้อรังดูแลอย่างไร? แผลเรื้อรังต้องหาสาเหตุต้นตอ เช่น เส้นเลือดตีบหรือกดทับ ดูแลทำแผลอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมปัจจัยร่วม เช่น น้ำตาลในเลือด

  5. แผลเบาหวานหายได้ไหม? หายได้หากรักษาถูกวิธี แต่ต้องควบคุมน้ำตาล ลดแรงกด และพบแพทย์ตามนัด หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนรักษายาก
   แผลเบาหวานอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก แต่หากดูแลไม่ถูกต้อง อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ การดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ และพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณเตือน จะช่วยป้องกันการลุกลาม และเพิ่มโอกาสการรักษาที่สำเร็จได้

สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703

IWGDF (International Working Group on the Diabetic Foot) 2023.
IDSA (Infectious Diseases Society of America) Diabetic Foot Infection.
ADA (American Diabetes Association) Standards of Care in Diabetes 2026.
NICE (National Institute for Health and Care Excellence).

บทความที่เกี่ยวข้อง
ใส้ติ่ง, ใส้ติ่งอักเสบ, โรงพยาบาล, เซเปี้ยนซ์, sapiens
"ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร? ปวดท้องลักษณะไหนที่ควรสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง? ร่วมทำความเข้าใจสาเหตุของโรค สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม และเทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและทันท่วงที"
30 มิ.ย. 2026
ใส้เลื่อน, ปวดท้อง เซเปี้ยนซ์, sapiens,  อายุรกรรม
ไส้เลื่อน คือภาวะที่อวัยวะหรือเนื้อเยื่อภายในช่องท้อง เช่น ลำไส้หรือไขมันในช่องท้อง ดันตัวออกมาผ่านจุดอ่อนหรือรูเปิดของผนังหน้าท้อง ทำให้เกิดก้อนนูนบริเวณต่างๆ
9 ก.ค. 2026
ล้มหัวฟาดพื้น ปวดคอ วิธีเช็กอาการเบื้องต้นและการรักษา
หากล้มหัวฟาดพื้นและปวดคอ ให้สังเกตอาการ เช่น ความเจ็บปวดที่รุนแรงหรือความชาบริเวณคอ ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
28 พ.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy