แชร์

ตับอักเสบ ภัยเงียบไม่มีอาการเตือน! เช็ก 6 สัญญาณอันตราย ก่อนเสี่ยงตับแข็ง

อัพเดทล่าสุด: 29 มิ.ย. 2026
Hepatitis, ตับอักเสบ, เซเปี้ยนซ์, sapiens

โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ภัยเงียบทำลายตับ: สาเหตุ อาการ และการตรวจคัดกรอง

ตับ คืออวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดและทำหน้าที่สำคัญกว่า 500 อย่างในร่างกาย ทั้งกรองสารพิษ ผลิตน้ำดี และสะสมพลังงาน แต่รู้หรือไม่ว่า "โรคตับอักเสบ" (Hepatitis) กำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามผู้คนทั่วโลก เพราะมักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

โรคตับอักเสบ คืออะไร?
โรคตับอักเสบ (Hepatitis) คือ ภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง ตับวาย หรือมะเร็งตับได้

หลายคนในระยะแรกอาจไม่มีอาการ ทำให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ จึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจการทำงานของตับเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง


1. โรคตับอักเสบ เกิดจากสาเหตุใดบ้าง?
โรคตับอักเสบคือภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบและเสียหาย สามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็น 2 กลุ่ม คือ:

    1.1 การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยมีสายพันธุ์หลักๆ 5 ชนิด ซึ่งมีช่องทางการติดต่อที่แตกต่างกัน ดังนี้:

สายพันธุ์ ช่องทางการติดต่อ ความรุนแรง / โอกาสเรื้อรัง
ไวรัสตับอักเสบ เอ (HAV) การรับอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ มักเป็นเฉียบพลัน หายขาดได้ ไม่เป็นเรื้อรัง
ไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) เลือด, เพศสัมพันธ์, จากแม่สู่ลูกตอนคลอด มีโอกาสกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ
ไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV) เลือด (ใช้เข็มร่วมกัน, รับเลือดในอดีต), เพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่ (>80%) จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
ไวรัสตับอักเสบ ดี (HDV) เลือด, เพศสัมพันธ์ (ต้องอาศัยไวรัสบีในการเติบโต) เพิ่มความรุนแรงในผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว
ไวรัสตับอักเสบ อี (HEV) การรับประทานอาหารดิบ หรือน้ำปนเปื้อนเชื้อ มักเป็นเฉียบพลัน แต่อันตรายสูงในหญิงตั้งครรภ์


      1.2 สาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส (Non-Viral Hepatitis)

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การดื่มแอลกอจอลในปริมาณมากเกินไป (Alcoholic Hepatitis) และภาวะไขมันพอกตับจากโรคอ้วนหรือเบาหวาน (NASH)
  • ยาและสารเคมี: การรับประทานยาเกินขนาด (เช่น ยาพาราเซตามอล) การใช้ยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิดต่อเนื่องนานเกินไป
  • ระบบภูมิคุ้มกัน: โรคภูมิคุ้มกันทำลายตับตัวเอง (Autoimmune Hepatitis)

2. สังเกตสัญญาณเตือน: อาการของโรคตับอักเสบ
ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มัก "ไม่มีอาการ" แต่หากการอักเสบรุนแรงขึ้น (ระยะเฉียบพลัน) หรือตับเริ่มทำงานบกพร่อง จะแสดงอาการดังต่อไปนี้:

  • มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้องแน่นๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัด คล้ายสีชา
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (อาการดีซ่าน)
  • อุจจาระมีสีซีดลง

⚠️ ข้อควรระวัง: ในกรณีที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง (มักเกิดจากไวรัสบีและซี) ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆเลยเป็นเวลาหลายปีจนกระทั่งตับถูกทำลายไปมากและเข้าสู่ภาวะตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการท้องโต (ท้องมาน) ขาบวม หรืออาเจียนเป็นเลือด


3. แนวทางการรักษาโรคตับอักเสบ
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินแผนการรักษาเฉพาะบุคคล:

  • ตับอักเสบเฉียบพลัน (เช่น ไวรัส เอ หรือ อี): เน้นการรักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำลายตับ เช่น แอลกอฮอล์และยาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ตับฟื้นฟูตัวเอง
  • ตับอักเสบเรื้อรัง (เช่น ไวรัส บี หรือ ซี): ปัจจุบันการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยมี ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) ที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับไวรัสซีสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาในปัจจุบัน ส่วนไวรัสบีสามารถควบคุมเชื้อเพื่อลดการทำลายตับและลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้อย่างดีเยี่ยม
  • ตับอักเสบจากพฤติกรรม: ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก และรักษาโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง

4. การตรวจคัดกรอง: รู้ทันก่อนตับพัง
เนื่องจากโรคตับอักเสบส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 (ซึ่งอาจยังไม่ได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีภาคบังคับตอนแรกเกิด)

การตรวจคัดกรองหลักๆ ประกอบด้วย:

  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT): ดูค่าเอนไซม์ตับ (SGOT/SGPT) หากมีค่าสูงกว่าปกติ แสดงว่าตับกำลังเกิดการอักเสบ
  • การตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัส: ตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) และซี (Anti-HCV) รวมถึงตรวจดูว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือยัง
  • การทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen): เพื่อดูสภาพตับ โครงสร้างตับ และคัดกรองก้อนเนื้อหรือภาวะไขมันพอกตับ
  • การตรวจความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan): ประเมินพังผืดในตับและปริมาณไขมันสะสมในตับ โดยไม่เจ็บตัว

ตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพตับอย่างครบวงจร ที่โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ (Sapience Hospital) อย่ารอให้มีอาการดีซ่านหรือตัวเหลือง เพราะนั่นอาจหมายถึงตับของคุณถูกทำลายไปมากแล้ว โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ พร้อมให้บริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ และดูแลรักษาโรคตับโดยอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ พร้อมเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ เพื่อให้คุณมั่นใจในสุขภาพตับที่แข็งแรง

ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัย หรือจองโปรแกรมตรวจสุขภาพตับวันนี้
โทร: 02-111-3703


บทความที่เกี่ยวข้อง
ผู้ชายกำลังปวดหลัง
ปวดหลัง อาการยอดฮิตของคนยุคใหม่ มาดูวิธีป้องกันและรักษาให้ตรงจุด เพื่อบรรเทาอาการและใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว
21 มี.ค. 2025
หมอกำลังเตรียมการฉีดสเตียรอยด์
การฉีดสเตียรอยด์เข้าช่องโพรงกระดูกสันหลัง ช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคกระดูกสันหลังอย่างไร? รู้จักกลไกการทำงาน, ผู้ที่เหมาะสม, ข้อควรระวัง และการเตรียมตัวก่อนฉีดยา
27 พ.ค. 2025
Spinal Cord Stimulation, SCS, การกระตุ้นไขสันหลังด้วยไฟฟ้า, เซเปี้ยนซ์, sapienspainhospital, sapiens
นวัตกรรมการรักษาความปวดเรื้อรังที่ช่วยควบคุมอาการได้อย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีการกระตุ้นไฟฟ้าบริเวณไขสันหลัง เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและความสุขในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
8 ต.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy