ตับอักเสบ ภัยเงียบไม่มีอาการเตือน! เช็ก 6 สัญญาณอันตราย ก่อนเสี่ยงตับแข็ง

โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ภัยเงียบทำลายตับ: สาเหตุ อาการ และการตรวจคัดกรอง
ตับ คืออวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดและทำหน้าที่สำคัญกว่า 500 อย่างในร่างกาย ทั้งกรองสารพิษ ผลิตน้ำดี และสะสมพลังงาน แต่รู้หรือไม่ว่า "โรคตับอักเสบ" (Hepatitis) กำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามผู้คนทั่วโลก เพราะมักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด
โรคตับอักเสบ คืออะไร?
โรคตับอักเสบ (Hepatitis) คือ ภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง ตับวาย หรือมะเร็งตับได้
หลายคนในระยะแรกอาจไม่มีอาการ ทำให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ จึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจการทำงานของตับเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
1. โรคตับอักเสบ เกิดจากสาเหตุใดบ้าง?
โรคตับอักเสบคือภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบและเสียหาย สามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็น 2 กลุ่ม คือ:
1.1 การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยมีสายพันธุ์หลักๆ 5 ชนิด ซึ่งมีช่องทางการติดต่อที่แตกต่างกัน ดังนี้:
| สายพันธุ์ | ช่องทางการติดต่อ | ความรุนแรง / โอกาสเรื้อรัง |
| ไวรัสตับอักเสบ เอ (HAV) | การรับอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ | มักเป็นเฉียบพลัน หายขาดได้ ไม่เป็นเรื้อรัง |
| ไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) | เลือด, เพศสัมพันธ์, จากแม่สู่ลูกตอนคลอด | มีโอกาสกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ |
| ไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV) | เลือด (ใช้เข็มร่วมกัน, รับเลือดในอดีต), เพศสัมพันธ์ | ส่วนใหญ่ (>80%) จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง |
| ไวรัสตับอักเสบ ดี (HDV) | เลือด, เพศสัมพันธ์ (ต้องอาศัยไวรัสบีในการเติบโต) | เพิ่มความรุนแรงในผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว |
| ไวรัสตับอักเสบ อี (HEV) | การรับประทานอาหารดิบ หรือน้ำปนเปื้อนเชื้อ | มักเป็นเฉียบพลัน แต่อันตรายสูงในหญิงตั้งครรภ์ |
1.2 สาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส (Non-Viral Hepatitis)
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การดื่มแอลกอจอลในปริมาณมากเกินไป (Alcoholic Hepatitis) และภาวะไขมันพอกตับจากโรคอ้วนหรือเบาหวาน (NASH)
- ยาและสารเคมี: การรับประทานยาเกินขนาด (เช่น ยาพาราเซตามอล) การใช้ยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิดต่อเนื่องนานเกินไป
- ระบบภูมิคุ้มกัน: โรคภูมิคุ้มกันทำลายตับตัวเอง (Autoimmune Hepatitis)
2. สังเกตสัญญาณเตือน: อาการของโรคตับอักเสบ
ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มัก "ไม่มีอาการ" แต่หากการอักเสบรุนแรงขึ้น (ระยะเฉียบพลัน) หรือตับเริ่มทำงานบกพร่อง จะแสดงอาการดังต่อไปนี้:
- มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้องแน่นๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัด คล้ายสีชา
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (อาการดีซ่าน)
- อุจจาระมีสีซีดลง
⚠️ ข้อควรระวัง: ในกรณีที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง (มักเกิดจากไวรัสบีและซี) ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆเลยเป็นเวลาหลายปีจนกระทั่งตับถูกทำลายไปมากและเข้าสู่ภาวะตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการท้องโต (ท้องมาน) ขาบวม หรืออาเจียนเป็นเลือด
3. แนวทางการรักษาโรคตับอักเสบ
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินแผนการรักษาเฉพาะบุคคล:
- ตับอักเสบเฉียบพลัน (เช่น ไวรัส เอ หรือ อี): เน้นการรักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำลายตับ เช่น แอลกอฮอล์และยาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ตับฟื้นฟูตัวเอง
- ตับอักเสบเรื้อรัง (เช่น ไวรัส บี หรือ ซี): ปัจจุบันการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยมี ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) ที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับไวรัสซีสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาในปัจจุบัน ส่วนไวรัสบีสามารถควบคุมเชื้อเพื่อลดการทำลายตับและลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้อย่างดีเยี่ยม
- ตับอักเสบจากพฤติกรรม: ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก และรักษาโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
4. การตรวจคัดกรอง: รู้ทันก่อนตับพัง
เนื่องจากโรคตับอักเสบส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 (ซึ่งอาจยังไม่ได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีภาคบังคับตอนแรกเกิด)
การตรวจคัดกรองหลักๆ ประกอบด้วย:
- การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT): ดูค่าเอนไซม์ตับ (SGOT/SGPT) หากมีค่าสูงกว่าปกติ แสดงว่าตับกำลังเกิดการอักเสบ
- การตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัส: ตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) และซี (Anti-HCV) รวมถึงตรวจดูว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือยัง
- การทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen): เพื่อดูสภาพตับ โครงสร้างตับ และคัดกรองก้อนเนื้อหรือภาวะไขมันพอกตับ
- การตรวจความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan): ประเมินพังผืดในตับและปริมาณไขมันสะสมในตับ โดยไม่เจ็บตัว
ตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพตับอย่างครบวงจร ที่โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ (Sapience Hospital) อย่ารอให้มีอาการดีซ่านหรือตัวเหลือง เพราะนั่นอาจหมายถึงตับของคุณถูกทำลายไปมากแล้ว โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ พร้อมให้บริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ และดูแลรักษาโรคตับโดยอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ พร้อมเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ เพื่อให้คุณมั่นใจในสุขภาพตับที่แข็งแรง
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัย หรือจองโปรแกรมตรวจสุขภาพตับวันนี้
โทร: 02-111-3703


