แชร์

เด็กไข้สูงเมื่อไรจึงควรมาพบแพทย์

อัพเดทล่าสุด: 14 ก.ค. 2026
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก, ไข้, สูง
เด็กไข้สูงเมื่อไรจึงควรมาพบแพทย์

    เวลาลูกตัวร้อน ไข้ขึ้นสูง หน้าซีด ซึม หรือร้องงอแงกว่าปกติ ความกังวลของพ่อแม่มักเกิดขึ้นทันที คำถามที่ตามมาคือ “ต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม” “ไข้สูงแค่ไหนถึงอันตราย” หรือ “ให้ยาลดไข้แล้วรอดูอาการได้หรือเปล่า” 

ความจริงคือ ไข้ในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและมักดีขึ้นได้เอง แต่ในเด็กบางกลุ่ม ไข้อาจเป็นสัญญาณแรกของโรคที่ต้องได้รับการตรวจอย่างรวดเร็ว เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไข้เลือดออก หรือโรคคาวาซากิ โดยเฉพาะในเด็กเล็กมากที่อาการภายนอกอาจดูไม่ชัดเจนในช่วงแรก

แนวทางสากล เช่น NICE guideline จากสหราชอาณาจักร แนะนำให้ประเมินเด็กมีไข้โดยดู “ความเสี่ยงของโรครุนแรง” มากกว่าดูตัวเลขอุณหภูมิอย่างเดียว โดยใช้ภาพรวมของสีผิว การตอบสนอง การหายใจ ภาวะขาดน้ อาการทางระบบประสาท และอายุของเด็กประกอบกัน

ไข้คืออะไร และกี่องศาถือว่ามีไข้
     โดยทั่วไป เด็กถือว่ามีไข้เมื่ออุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป การวัดไข้ควรใช้เครื่องวัดที่เหมาะกับวัย เช่น วัดทางรักแร้ด้วยปรอทดิจิทัล หรือวัดทางหูด้วยเครื่องที่ได้มาตรฐานในเด็กโตพอสมควร สำหรับเด็กเล็กมาก การวัดและแปลผลควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอุณหภูมิที่ดูไม่สูงมากก็อาจมีความหมายทางการแพทย์ได้มากกว่าเด็กโต 

สิ่งที่พ่อแม่ควรเข้าใจคือ ไข้เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อการติดเชื้อหรือการอักเสบ ไม่ใช่โรคโดยตัวมันเอง เป้าหมายของการดูแลจึงไม่ใช่การทำให้ตัวเลขไข้ลงให้เร็วที่สุดเสมอไป แต่คือการประเมินว่าเด็กยังดูปลอดภัยหรือไม่ ดื่มน้ำได้ไหม หายใจปกติไหม มีแรงเล่นหรือโต้ตอบบ้างไหม และมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วยหรือเปล่า

เด็กไข้สูง อันตรายอยู่ที่ “อาการร่วม” มากกว่าตัวเลขไข้
      เด็กบางคนมีไข้ 39 องศา แต่หลังได้รับยาลดไข้แล้วลุกขึ้นเล่น ดื่มน้ำได้ หายใจสบาย สีหน้าดี แบบนี้อาจยังสามารถเฝ้าดูอาการใกล้ชิดที่บ้านได้ในระยะสั้น แต่เด็กอีกคนมีไข้เพียง 38.3 องศา แต่ซึมมาก ปลุกยาก หอบปากเขียว มือเท้าเย็น หรือไม่ปัสสาวะหลายชั่วโมง แบบหลังน่ากังวลกว่าอย่างชัดเจน

NICE ระบุว่าในเด็กอายุมากกว่า 6 เดือน ไม่ควรใช้ความสูงของไข้เพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าเด็กมีโรครุนแรงหรือไม่ แต่ควรดูสัญญาณทางคลินิกทั้งหมดร่วมกัน ในทางกลับกัน เด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือนที่มีไข้ 38 องศาขึ้นไป ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรครุนแรง ส่วนเด็กอายุ 3–6 เดือนที่มีไข้ตั้งแต่ 39 องศาขึ้นไป ถือว่าอย่างน้อยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปานกลางและควรได้รับการประเมินอย่างระมัดระวัง

อายุน้อยกว่า 3 เดือน มีไข้ควรมาพบแพทย์
    ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 3 เดือนและวัดไข้ได้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ควรพามาพบแพทย์ในวันนั้น ไม่ควรรอดูอาการนาน แม้เด็กจะยังดูไม่ซึมมากก็ตาม เหตุผลคือเด็กเล็กวัยนี้อาจติดเชื้อรุนแรงได้โดยแสดงอาการน้อยเช่น ดูดนมน้อยลง งอแงผิดปกติ ตัวเย็นหรือร้อนเกินไป หายใจเร็ว หรือซึมมากขึ้น

แนวทางของ American Academy of Pediatrics สำหรับทารกอายุ 8–60 วัน ที่มีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป เน้นการประเมินอย่างเป็นระบบตามช่วงอายุ เพราะความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงในทารกเล็กแตกต่างจากเด็กโต และบางรายจำเป็นต้องตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือประเมินเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ 

โดยสรุปสำหรับพ่อแม่ ถ้าลูกยังเล็กมาก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 3 เดือน อย่าตัดสินจากสีหน้าภายนอกเพียงอย่างเดียว การมาพบแพทย์เร็วในกลุ่มนี้ปลอดภัยกว่า

สัญญาณอันตรายที่ควรไปโรงพยาบาลทันที
        เด็กมีไข้ควรได้รับการประเมินเร่งด่วน หากมีอาการซึมมาก ปลุกยาก ไม่ตอบสนองตามปกติ ร้องเสียงแหลมหรือร้องไม่หยุด หายใจลำบาก หอบ หน้าอกบุ๋ม ปากเขียว ตัวลาย มือเท้าเย็น ซีดมาก หรือดู “ไม่เหมือนเดิม” ในแบบที่พ่อแม่รู้สึกผิดสังเกตอย่างชัดเจน

อาการทางระบบประสาทก็เป็นสัญญาณสำคัญ เช่น คอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ชักครั้งแรก ชักนานเกิน 5 นาที ชักแล้วไม่ตื่นหรือไม่กลับมาเป็นปกติ กระหม่อมโป่งในทารก หรือมีอาการอ่อนแรงเฉพาะที่ อาการเหล่านี้ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ทันที เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อรุนแรงหรือภาวะทางสมอง 

ผื่นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องระวัง โดยเฉพาะผื่นแดงหรือจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จางลงร่วมกับไข้ เด็กดูป่วยมาก หรือมีคอแข็ง มือเท้าเย็น หายใจเร็ว หรือซึมลง แนวทาง NICE ระบุว่าผื่นชนิดกดไม่จางร่วมกับไข้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ต้องคิดถึงโรครุนแรง เช่น meningococcal disease หรือการติดเชื้อรุนแรงบางชนิด



ไข้ร่วมกับดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะน้อย ต้องระวังขาดน้ำ
    เด็กมีไข้มักเบื่ออาหาร ซึ่งโดยลำพังไม่ใช่เรื่องอันตรายมากเท่ากับ “ดื่มน้ำไม่ได้” หรือ “ปัสสาวะน้อยลงชัดเจน” เด็กที่มีไข้จะสูญเสียน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย สัญญาณขาดน้ำที่ควรระวังคือ ปากแห้งมาก ไม่มีน้ำตาเวลาร้อง ตาโหล กระหายน้ำมากผิดปกติ ซึมลง มือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยหรือผ้าอ้อมแห้งนานกว่าปกติ

CDC อธิบายว่าสัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรงในเด็กอาจรวมถึงซึมมากหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป มือเท้าเย็น การไหลเวียนเลือดไม่ดี และ capillary refill ช้าลง ซึ่งถือเป็นภาวะที่ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ถ้าลูกมีไข้และอาเจียนทุกครั้งที่ดื่มน้ กินยาไม่ได้ ท้องเสียมาก หรือปัสสาวะน้อยลงต่อเนื่อง ควรพามาพบแพทย์ เพราะเด็กเล็กสามารถขาดน้ำได้เร็วกว่าผู้ใหญ่

ไข้เกิน 2 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรให้แพทย์ประเมิน

     ถ้าเด็กมีไข้ต่อเนื่องเกิน 48 ชั่วโมงโดยไม่ดีขึ้น หรือดูเหมือนอาการแย่ลงเรื่อย ๆ ควรพามาพบแพทย์ แม้จะยังไม่มีสัญญาณฉุกเฉินชัดเจนก็ตาม เพราะบางโรคในช่วงแรกอาจดูเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ต่อมาเริ่มมีอาการเฉพาะมากขึ้น เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบางตำแหน่ง

Royal Children’s Hospital Melbourne แนะนำให้พบแพทย์หากเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือนมีไข้ เด็กดูป่วยมากขึ้น ไม่ดีขึ้นหลัง 2 วัน อาเจียนจนกินดื่มไม่ได้ มีผื่น หายใจลำบาก ซึมลง หรือพ่อแม่รู้สึกกังวลว่าเด็กดูไม่ปกติ

ไข้ 5 วันขึ้นไป ไม่ควรมองข้าม
    ถ้าเด็กมีไข้ต่อเนื่อง 5 วันขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเสมอ แม้บางช่วงไข้จะลดลงบ้างก็ตาม เพราะต้องประเมิน
โรคที่อาจต้องรักษาเฉพาะ เช่น โรคคาวาซากิ ซึ่งอาจมีไข้ร่วมกับตาแดง ปากแดง ลิ้นแดงคล้ายสตรอว์เบอร์รีผื่น มือเท้าบวม ต่อมน้ำเหลืองโต หรือในเด็กเล็กอาจแสดงอาการไม่ครบทุกข้อ

NICE ระบุว่าเด็กที่มีไข้นาน 5 วันขึ้นไปควรได้รับการประเมินเรื่อง Kawasaki disease และเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีอาจมีอาการไม่ครบ แต่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจมากกว่าเด็กโต

ในบริบทของประเทศไทย ต้องไม่ลืมไข้เลือดออก
   ในประเทศไทย เด็กที่มีไข้สูงเฉียบพลัน โดยเฉพาะไข้สูงลอย 2–5 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยมาก เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือมีผื่น ควรนึกถึงไข้เลือดออกไว้ด้วยเสมอ จุดที่อันตรายของไข้เลือดออกคือบางครั้งเด็กเริ่มน่ากังวลในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ไข้สูงที่สุด

องค์การอนามัยโลกเตือนว่าสัญญาณอันตรายของไข้เลือดออกรุนแรง ได้แก่ ปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่องหายใจเร็ว เลือดออกตามไรฟันหรือจมูก อ่อนเพลียมาก กระสับกระส่าย อาเจียนหรือถ่ายมีเลือด กระหายน้ำมาก ตัวเย็น ซีด หรืออ่อนแรงมาก ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที 

ถ้าสงสัยไข้เลือดออก ไม่ควรซื้อยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, aspirin หรือยาแก้ปวดบางชนิดกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ควรใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำทางการแพทย์และเฝ้าระวังอาการใกล้ชิด

ให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลง ต้องตกใจไหม
    ยาลดไข้ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ไข้หายไปทันทีเสมอไป จุดประสงค์หลักคือช่วยให้เด็กสบายขึ้น ดื่มน้ำได้ พักผ่อนได้และลดความทรมานจากไข้ ถ้าให้ยาลดไข้แล้วตัวเลขยังไม่ลงมาก แต่เด็กดูสดชื่นขึ้น ดื่มน้ำได้ หายใจปกติ และ ยังตอบสนองดี อาจไม่ใช่สัญญาณอันตรายโดยตัวมันเอง

Royal Children’s Hospital Melbourne แนะนำให้ใช้ paracetamol หรือ ibuprofen เมื่อไข้ทำให้เด็กไม่สบาย แต่ไม่ควรให้ aspirin ในเด็ก เว้นแต่แพทย์สั่ง และไม่ควรอาบน้ำเย็นหรือเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นจัด เพราะอาจทำให้เด็กหนาวสั่นและไม่สบายตัวมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ยาลดไข้แล้วเด็กยังซึมลง หอบ ดื่มไม่ได้ อาเจียนมาก ปัสสาวะน้อย มือเท้าเย็น ผื่นผิดปกติหรือพ่อแม่รู้สึกว่า “ไม่ใช่แค่ไข้ธรรมดา” ควรพามาพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ครบเวลา

ชักจากไข้ ควรทำอย่างไร

    ชักจากไข้พบได้ในเด็กบางคน และมักเกิดในช่วงที่อุณหภูมิขึ้นเร็ว ภาพที่เห็นอาจทำให้พ่อแม่ตกใจมาก แต่febrile seizure ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาระยะยาว อย่างไรก็ตาม มีบางสถานการณ์ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ได้แก่ ชักครั้งแรก ชักนานเกิน 5 นาที ชักแล้วไม่ตื่นหรือไม่กลับมารู้สึกตัวตามปกติ ชักซ้ำในรอบเดียวกัน หรือมีอาการคอแข็ง ซึมมาก หายใจผิดปกติร่วมด้วย 

ระหว่างเด็กชัก ให้จับเด็กนอนตะแคงในที่ปลอดภัย เอาของแข็งหรือของมีคมออกห่าง ห้ามงัดปาก ห้ามป้อนยาห้ามป้อนน้ และควรจับเวลา หากชักเกิน 5 นาทีหรือหายใจผิดปกติ ต้องรีบขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

เมื่อไรที่ดูแลที่บ้านได้ชั่วคราว
     เด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือน มีไข้แต่ยังดื่มน้ำได้ ปัสสาวะปกติ หายใจสบาย ไม่มีผื่นน่ากังวล ไม่มีคอแข็ง ไม่ซึมมาก และหลังไข้ลดแล้วยังเล่นหรือโต้ตอบได้ดี อาจดูแลที่บ้านและเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดได้ในช่วงแรกการดูแลที่บ้านควรเน้นให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อน ใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาหรือบางเกินไป ใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักและคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำแพทย์ หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะไข้ในเด็กจำนวนมากเกิดจากไวรัส และยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยให้ไวรัสหายเร็วขึ้น

แต่คำว่า “ดูแลที่บ้านได้” ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเฝ้าดูอะไรเลย พ่อแม่ควรสังเกตอาการเป็นระยะ โดยเฉพาะการหายใจ สีผิว ระดับความรู้สึกตัว ปริมาณน้ำที่ดื่ม จำนวนครั้งที่ปัสสาวะ ผื่น อาเจียน และพฤติกรรมหลังไข้ลดหากมีอาการเปลี่ยนไปในทางแย่ลง ควรพามาพบแพทย์ทันที
  • จำง่ายที่สุด เด็กไข้สูงควรมาพบแพทย์เมื่อไร
  • ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 3 เดือนและมีไข้ 38 องศาขึ้นไป ควรมาพบแพทย์
  • ถ้าลูกอายุ 3–6 เดือนและไข้ 39 องศาขึ้นไป ควรได้รับการประเมิน
  • ถ้าลูกซึมมาก ปลุกยาก หายใจลำบาก ปากเขียว มือเท้าเย็น หรือดูป่วยมาก ควรไปโรงพยาบาลทันที
  • ถ้ามีชักครั้งแรก ชักนานเกิน 5 นาที หรือชักแล้วไม่ตื่น ควรไปโรงพยาบาลทันที
  • ถ้ามีผื่นจ้ำเลือดหรือผื่นที่กดแล้วไม่จางร่วมกับไข้ ควรรีบพบแพทย์
  • ถ้าดื่มน้ำไม่ได้ อาเจียนมาก ปัสสาวะน้อย หรือมีสัญญาณขาดน้ ควรมาพบแพทย์
  • ถ้ามีไข้นานเกิน 2 วันแล้วไม่ดีขึ้น หรือไข้ 5 วันขึ้นไป ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ
  • ถ้าพ่อแม่รู้สึกว่าลูก “ดูไม่เหมือนเดิม” แม้ยังอธิบายไม่ถูก ก็ควรพามาให้แพทย์ประเมิน เพราะสัญชาตญาณของพ่อแม่มักมีความสำคัญมากในการดูแลเด็กป่วย
      เด็กไข้สูงไม่ใช่ทุกคนที่ต้องเข้าโรงพยาบาล แต่เด็กบางคนไม่ควรรอดูอาการนาน โดยเฉพาะเด็กเล็กมาก เด็กที่ซึม หายใจผิดปกติ ดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย ชัก มีผื่นผิดปกติ หรือไข้นานหลายวัน สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าดูแค่ตัวเลขบนปรอท แต่ให้ดู “ลูกทั้งคน” ว่ายังตอบสนองดีไหม หายใจดีไหม ดื่มได้ไหม และมีสัญญาณอันตรายหรือไม่

สำหรับพ่อแม่ หากลังเลระหว่าง “รอดูอาการ” กับ “มาพบแพทย์” การพาเด็กมาประเมินมักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะเมื่อเด็กยังเล็กมากหรือมีอาการเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะในโรคติดเชื้อบางชนิด การวินิจฉัยและรักษาเร็วสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้อย่างมาก



โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์

Move Better:Live Better
โทร. 02-111-3703

เอกสารอ้างอิง
National Institute for Health and Care Excellence. Fever in under 5s: assessment and initial management. NICE Guideline NG143. 2021. Pantell RH, Roberts KB, Adams WG, et al. Evaluation and Management of Well-Appearing Febrile
Infants 8 to 60 Days Old. Pediatrics. 2021;148(2):e2021052228. 
The Royal Children’s Hospital Melbourne. Clinical Practice Guidelines: Febrile child.
The Royal Children’s Hospital Melbourne. Kids Health Info: Fever in children. 
Centers for Disease Control and Prevention. Oral Rehydration, Maintenance, and Nutritional
Therapy: The Management of Acute Diarrhea in Children. 
World Health Organization. Dengue and severe dengue: fact sheet.

บทความที่เกี่ยวข้อง
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก, ท้องเสีย
สัญญาณเริ่มต้นที่พ่อแม่สังเกตได้คือ เด็กกระหายน้ำมากกว่าปกติ ดื่มน้ำหรือดูดนมถี่ขึ้น ปากและลิ้นแห้งน้ำลายน้อย ร้องไห้แล้วน้ำตาน้อยลง ปัสสาวะน้อยลง สีปัสสาวะเข้มขึ้น หรือผ้าอ้อมแห้งนานกว่าปกติ
10 ก.ค. 2026
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก, ;วันซีน, นักเรียน
เมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียน โลกของเด็กจะกว้างขึ้นทันที จากเดิมที่อยู่บ้าน เจอคนไม่กี่คน กลายเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนหลายสิบคนในห้องเรียน กินข้าวร่วมกัน เล่นกีฬา ใช้ห้องน้ำ ใช้สนามเด็กเล่น
10 ก.ค. 2026
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก
โรคมือ เท้า ปาก เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พ่อแม่ได้ยินชื่อบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดในโรงเรียนอนุบาลเนิร์สเซอรี หรือบ้านที่มีเด็กเล็กอยู่รวมกันหลายคน
10 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy