ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Pap smear และ HPV test ต่างกันอย่างไร
อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Pap smear และ HPV test ต่างกันอย่างไร
ทำไมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงสำคัญ
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีโอกาสป้องกันและตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง หากเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
ความสำคัญของมะเร็งปากมดลูกอยู่ตรงที่โรคมักไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันในวันเดียว แต่โดยทั่วไปมักเริ่มจากการติดเชื้อ "HPV ความเสี่ยงสูง" หรือ high-risk HPV แล้วค่อยๆ ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจ ไม่ติดตาม และไม่ได้รักษาในรายที่จำเป็น ความผิดปกตินั้นอาจพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้
การตรวจคัดกรองจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ “หามะเร็ง” เท่านั้น แต่ยังช่วยค้นหาความผิดปกติก่อนเป็นมะเร็ง เพื่อให้รักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นจุดที่การแพทย์สามารถช่วยป้องกันโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการตรวจหา HPV DNA ในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะ HPV เป็นสาเหตุสำคัญของโรค และการตรวจหาเชื้อช่วยระบุผู้ที่มีความเสี่ยงก่อนเกิดความผิดปกติของเซลล์ชัดเจนได้ ([World Health Organization][2])
Pap smear คืออะไร
"Pap smear" หรือที่หลายคนเรียกว่า “แป๊บสเมียร์” คือการตรวจเซลล์บริเวณปากมดลูก โดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูก แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าเซลล์มีความผิดปกติหรือไม่
พูดให้เข้าใจง่าย Pap smear คือการดู “หน้าตาของเซลล์” ว่าเริ่มเปลี่ยนแปลงผิดปกติหรือมีลักษณะเสี่ยงต่อการเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งหรือไม่
ข้อดีของ Pap smear คือเป็นการตรวจที่ใช้มานาน มีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเกิดและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกในหลายประเทศ และยังเป็นทางเลือกสำคัญในระบบตรวจคัดกรองจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงอายุที่ยังแนะนำให้ตรวจด้วย cytology หรือ Pap test เป็นหลัก
แนวทาง USPSTF แนะนำว่าผู้หญิงอายุ 21–29 ปีควรตรวจคัดกรองด้วย cervical cytology หรือ Pap test ทุก 3 ปี ส่วนช่วงอายุ 30–65 ปีมีทางเลือกได้หลายแบบตามแนวทาง ได้แก่ Pap test ทุก 3 ปี, HPV test ทุก 5 ปี หรือ co-testing ทุก 5 ปี ขึ้นกับบริบทและคำแนะนำของแพทย์
HPV test คืออะไร
"HPV test" คือการตรวจหาเชื้อ "Human Papillomavirus" ชนิดความเสี่ยงสูง หรือ high-risk HPV ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก
ความแตกต่างสำคัญคือ HPV test ไม่ได้มองหาเซลล์ผิดปกติโดยตรง แต่ตรวจว่า “มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงอยู่หรือไม่” เพราะเชื้อกลุ่มนี้เป็นต้นทางสำคัญที่อาจทำให้เซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนแปลงในอนาคต
หากตรวจพบ HPV ความเสี่ยงสูง ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที และไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นมะเร็งแน่นอน เพราะการติดเชื้อ HPV จำนวนมากสามารถหายได้เองจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในคนอายุน้อย แต่หากเชื้อยังคงอยู่เป็นเวลานาน หรือพบร่วมกับเซลล์ผิดปกติ แพทย์จะให้ความสำคัญกับการติดตามหรือการตรวจเพิ่มเติมมากขึ้น
American Cancer Society แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองที่อายุ 25 ปีในผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป โดยวิธีที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ primary HPV testing ทุก 5 ปี หากสามารถทำได้ ส่วน Pap test หรือ co-testing ยังคงเป็นทางเลือกเมื่อ HPV primary testing ไม่พร้อมใช้งานในบางบริบท
Pap smear กับ HPV test ต่างกันอย่างไร
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ Pap smear เหมือนการตรวจว่า “เซลล์ปากมดลูกเริ่มเปลี่ยนไปหรือยัง” ส่วน HPV test เหมือนการตรวจว่า “มีเชื้อไวรัสตัวสำคัญที่อาจทำให้เซลล์เปลี่ยนในอนาคตหรือไม่”
Pap smear จึงเป็นการตรวจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเซลล์ ส่วน HPV test เป็นการตรวจปัจจัยเสี่ยงต้นทางของโรค
ในผู้หญิงบางช่วงอายุ แพทย์อาจเลือกตรวจ Pap smear อย่างเดียว ในบางช่วงอายุอาจตรวจ HPV test อย่างเดียว และในบางกรณีอาจตรวจทั้งสองอย่างร่วมกัน ซึ่งเรียกว่า "co-testing" การเลือกวิธีตรวจขึ้นกับอายุ ประวัติผลตรวจเดิม ความเสี่ยงส่วนบุคคล แนวทางของแต่ละประเทศ และระบบบริการของแต่ละสถานพยาบาล
ACOG อธิบายว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถทำได้ด้วย Pap test, HPV test หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยทั้งสองวิธีใช้ตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูก แต่สิ่งที่ตรวจหาแตกต่างกัน
Co-testing คืออะไร
"Co-testing" คือการตรวจ "Pap smear ร่วมกับ HPV test" ในครั้งเดียวกัน โดยใช้ตัวอย่างจากปากมดลูกเพื่อประเมินทั้งสองด้านพร้อมกัน คือดูว่าเซลล์ผิดปกติหรือไม่ และมีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่
ข้อดีของ co-testing คือช่วยเพิ่มข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง หากทั้ง Pap smear และ HPV test ปกติ ความเสี่ยงระยะสั้นต่อรอยโรคสำคัญจะต่ำมากในผู้หญิงวัยที่เหมาะสม ทำให้สามารถเว้นระยะการตรวจได้ตามแนวทาง
อย่างไรก็ตาม การตรวจมากกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป เพราะการตรวจถี่เกินความจำเป็นอาจนำไปสู่ผลบวกที่ไม่ได้หมายถึงโรคร้าย การตรวจเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น ความกังวล และการรักษาเกินจำเป็นในบางราย ดังนั้นการเลือกวิธีตรวจควรทำตามแนวทางและปรึกษาแพทย์
USPSTF ระบุว่าผู้หญิงอายุ 30–65 ปีสามารถเลือกได้ระหว่าง Pap test ทุก 3 ปี, HPV primary testing ทุก 5 ปี หรือ co-testing ทุก 5 ปี โดยแต่ละวิธีมีประโยชน์และข้อพิจารณาต่างกัน
ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อไร
แนวทางการเริ่มตรวจคัดกรองอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละองค์กรและแต่ละประเทศ แต่มีหลักร่วมกันคือ ไม่ควรเริ่มตรวจเร็วเกินไปในวัยที่ความผิดปกติส่วนใหญ่หายเองได้ และควรตรวจสม่ำเสมอในช่วงอายุที่ได้ประโยชน์ชัดเจน
USPSTF แนะนำให้เริ่ม Pap test ที่อายุ 21 ปี ส่วน American Cancer Society แนะนำให้เริ่มตรวจที่อายุ 25 ปี โดยให้ความสำคัญกับ primary HPV testing เป็นวิธีที่ต้องการหากพร้อมใช้งาน ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าหลายองค์กรอาจใช้ข้อมูลและบริบทของระบบสุขภาพต่างกัน ดังนั้นในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยควรยึดแนวทางของประเทศ สถานพยาบาล และคำแนะนำแพทย์ผู้ดูแลเป็นหลัก
สำหรับบทความให้ความรู้ของโรงพยาบาล สิ่งที่ควรสื่อให้คนไข้เข้าใจคือ ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยที่ควรตรวจไม่ควรเลื่อนการตรวจออกไปนาน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยตรวจมาก่อน ตรวจไม่สม่ำเสมอ หรือมีผลตรวจผิดปกติในอดีต
ตรวจบ่อยแค่ไหนจึงเหมาะสม
ความถี่ในการตรวจขึ้นกับชนิดของการตรวจและอายุของผู้ป่วย
หากใช้ Pap smear อย่างเดียว ในหลายแนวทางมักตรวจทุก 3 ปีในช่วงอายุที่เหมาะสม หากใช้ HPV test อย่างเดียวในผู้ใหญ่บางช่วงอายุ มักตรวจทุก 5 ปีเมื่อผลปกติ และหากใช้ co-testing หรือ Pap smear ร่วมกับ HPV test มักตรวจทุก 5 ปีเมื่อผลปกติในช่วงอายุที่เหมาะสมตามแนวทางของ USPSTF และ ACS
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีประวัติผลตรวจผิดปกติ เคยรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง มีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อ HIV ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือมีประวัติโรคเฉพาะบางอย่าง อาจต้องตรวจถี่กว่าคนทั่วไป และควรอยู่ภายใต้แผนติดตามของแพทย์
ถ้าผล HPV เป็นบวก แปลว่าเป็นมะเร็งไหม
คำตอบคือ ไม่ใช่ ผล HPV positive หมายถึงตรวจพบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีมะเร็งปากมดลูกทันที และไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งในอนาคตทุกคน
สิ่งที่แพทย์จะพิจารณาต่อคือ เชื้อที่พบเป็นชนิดใด ผล Pap smear ร่วมเป็นอย่างไร อายุเท่าไร เคยมีผลผิดปกติมาก่อนหรือไม่ และมีปัจจัยเสี่ยงอื่นหรือไม่ บางรายอาจนัดติดตามซ้ำ บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วย colposcopy หรือการส่องกล้องตรวจปากมดลูก
แนวคิดสำคัญคือ HPV test เป็นเครื่องมือบอกความเสี่ยง ไม่ใช่คำตัดสินว่าเป็นมะเร็ง การพบเชื้อทำให้แพทย์มีโอกาสติดตามและดูแลก่อนเกิดโรครุนแรง
ถ้า Pap smear ผิดปกติ ต้องทำอย่างไร
ผล Pap smear ผิดปกติไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันทีเช่นกัน ความผิดปกติของเซลล์มีหลายระดับ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่อาจหายเอง ไปจนถึงรอยโรคที่ควรตรวจเพิ่มเติมหรือรักษา แพทย์จะพิจารณาจากระดับความผิดปกติ ผล HPV test อายุ และประวัติเดิม
บางรายอาจนัดตรวจซ้ำตามระยะเวลา บางรายอาจตรวจ HPV เพิ่ม และบางรายอาจต้องส่องกล้องปากมดลูกรือ colposcopy เพื่อดูบริเวณปากมดลูกอย่างละเอียดและตัดชิ้นเนื้อหากมีบริเวณที่สงสัย สิ่งที่ไม่ควรทำคือ หายไปจากการติดตาม เพราะรอยโรคก่อนมะเร็งจำนวนมากสามารถรักษาหรือเฝ้าระวังได้ดี หากได้รับการดูแลตามแผน
ตรวจ Pap smear หรือ HPV test เจ็บไหม
โดยทั่วไปการตรวจใช้เวลาไม่นาน แพทย์จะใส่อุปกรณ์ถ่างช่องคลอด หรือ speculum เพื่อมองเห็นปากมดลูก แล้วเก็บตัวอย่างเซลล์หรือตัวอย่างสำหรับตรวจ HPV จากบริเวณปากมดลูก
ผู้ป่วยอาจรู้สึกตึง อึดอัด หรือไม่สบายเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปไม่ควรเจ็บรุนแรง หากมีอาการเจ็บมาก เคยมีประสบการณ์ไม่ดี กลัวการตรวจภายใน หรือมีภาวะช่องคลอดเกร็ง ควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจ เพื่อให้ทีมแพทย์ปรับวิธีการสื่อสาร ท่าทาง อุปกรณ์ และจังหวะการตรวจให้เหมาะสมที่สุด
ปัจจุบันในบางประเทศเริ่มมีแนวทาง "self-collected HPV sample" หรือการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองสำหรับ HPV test ในกลุ่มที่เหมาะสม แต่ต้องอยู่ในระบบที่มีการควบคุมคุณภาพ การแจ้งผล และการติดตามผลที่ชัดเจน โดย ACOG ปี 2026 ระบุถึงการใช้ patient-collected sampling สำหรับ primary HPV screening ในผู้ป่วยอายุ 30–65 ปีที่มีความเสี่ยงทั่วไปภายใต้เงื่อนไขของระบบบริการที่เหมาะสม
ก่อนตรวจควรเตรียมตัวอย่างไร
ก่อนตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรเลือกวันที่ไม่มีประจำเดือนหรือเลือดออกมาก เพราะเลือดอาจรบกวนคุณภาพตัวอย่างได้ หากมีเลือดออกผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์ เพราะอาจต้องตรวจประเมินอาการเลือดออกโดยไม่ควรรอเพียงนัดคัดกรองทั่วไป
ในช่วงก่อนตรวจ ควรหลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด การใช้ยาเหน็บช่องคลอด หรือผลิตภัณฑ์ในช่องคลอดโดยไม่จำเป็น และควรแจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์ สงสัยตั้งครรภ์ เคยมีผลตรวจผิดปกติ เคยรักษาปากมดลูก หรือมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีกลิ่น หรือปวดท้องน้อย
การตรวจคัดกรองไม่ควรถูกแทนที่ด้วยการตรวจภายในแบบคลำอย่างเดียว เพราะ Pap smear และ HPV test เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการดูด้วยตาเปล่า
ใครบ้างที่ควรตรวจสม่ำเสมอเป็นพิเศษ
ผู้หญิงที่ไม่เคยตรวจมาก่อน ตรวจไม่สม่ำเสมอ หรือเคยมีผลผิดปกติ ควรให้ความสำคัญกับการกลับเข้าสู่ระบบคัดกรอง เพราะมะเร็งปากมดลูกจำนวนมากพบในผู้ที่ไม่เคยตรวจหรือขาดการติดตามต่อเนื่อง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อ HIV ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือเคยปลูกถ่ายอวัยวะ อาจต้องมีแผนตรวจที่แตกต่างจากคนทั่วไป ผู้ที่เคยรักษารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกก็ต้องติดตามตามแผนของแพทย์ ไม่ควรกลับไปใช้ตารางตรวจแบบคนทั่วไปโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
แนวทางคัดกรองขององค์กรต่าง ๆ มักระบุว่าคำแนะนำทั่วไปใช้กับผู้ที่มีความเสี่ยงเฉลี่ย หรือ average risk ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต้องได้รับการประเมินรายบุคคล
ยังฉีดวัคซีน HPV แล้ว ต้องตรวจคัดกรองไหม
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน ถ้าอายุยังอยู่ในช่วงที่แนวทางแนะนำ Pap smear เป็นหลัก แพทย์อาจแนะนำ Pap smear ตามช่วงเวลา หากอายุอยู่ในช่วงที่เหมาะกับ HPV test หรือ co-testing แพทย์อาจแนะนำตามความพร้อมของห้องปฏิบัติการ ประวัติผลตรวจเดิม และความเสี่ยงส่วนบุคคล
สำหรับคนไข้ทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ควรเลื่อนการตรวจออกไปเพราะสับสนว่าจะเลือกวิธีใด ควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอายุ ประวัติ และความเหมาะสม แล้ววางแผนตรวจที่เหมาะกับตัวเอง การตรวจที่ดีที่สุดไม่ใช่การตรวจที่แพงที่สุดหรือมากที่สุดเสมอไป แต่คือการตรวจที่ถูกชนิด ถูกเวลา แปลผลถูกต้อง และติดตามต่อเนื่องเมื่อพบความผิดปกติ
คำถามที่พบบ่อย
ผู้หญิงบางช่วงอายุอาจเหมาะกับ Pap smear บางช่วงอายุอาจเหมาะกับ HPV test หรือ co-testing การเลือกวิธีตรวจควรพิจารณาจากอายุ ประวัติผลตรวจเดิม ความเสี่ยงส่วนบุคคล และแนวทางของแพทย์
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจอย่างสม่ำเสมอและการติดตามผล หากผลผิดปกติ ไม่ควรหายไปจากระบบการดูแล เพราะรอยโรคก่อนมะเร็งจำนวนมากสามารถรักษาได้ดีเมื่อพบตั้งแต่ระยะต้น มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้มากกว่าที่หลายคนคิด การตรวจคัดกรองที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้หญิงอย่างมั่นใจ
สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. U.S. Preventive Services Task Force. Cervical Cancer: Screening.2018 Recommendation Statement.
2. American Cancer Society. Cervical Cancer Screening Guidelines. Updated guidance.
3. American College of Obstetricians and Gynecologists. Cervical Cancer Screening. Patient FAQ.
4. American College of Obstetricians and Gynecologists. Human Papillomavirus HPV: Infection and Vaccination. Patient FAQ.
5. World Health Organization. New recommendations for screening and treatment to prevent cervical cancer. 2021.
6. American College of Obstetricians and Gynecologists. Updated Cervical Cancer Screening Guidance. 2026.
ทำไมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงสำคัญ
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีโอกาสป้องกันและตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง หากเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
ความสำคัญของมะเร็งปากมดลูกอยู่ตรงที่โรคมักไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันในวันเดียว แต่โดยทั่วไปมักเริ่มจากการติดเชื้อ "HPV ความเสี่ยงสูง" หรือ high-risk HPV แล้วค่อยๆ ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจ ไม่ติดตาม และไม่ได้รักษาในรายที่จำเป็น ความผิดปกตินั้นอาจพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้
การตรวจคัดกรองจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ “หามะเร็ง” เท่านั้น แต่ยังช่วยค้นหาความผิดปกติก่อนเป็นมะเร็ง เพื่อให้รักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นจุดที่การแพทย์สามารถช่วยป้องกันโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการตรวจหา HPV DNA ในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะ HPV เป็นสาเหตุสำคัญของโรค และการตรวจหาเชื้อช่วยระบุผู้ที่มีความเสี่ยงก่อนเกิดความผิดปกติของเซลล์ชัดเจนได้ ([World Health Organization][2])
Pap smear คืออะไร
"Pap smear" หรือที่หลายคนเรียกว่า “แป๊บสเมียร์” คือการตรวจเซลล์บริเวณปากมดลูก โดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูก แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าเซลล์มีความผิดปกติหรือไม่
พูดให้เข้าใจง่าย Pap smear คือการดู “หน้าตาของเซลล์” ว่าเริ่มเปลี่ยนแปลงผิดปกติหรือมีลักษณะเสี่ยงต่อการเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งหรือไม่
ข้อดีของ Pap smear คือเป็นการตรวจที่ใช้มานาน มีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการเกิดและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกในหลายประเทศ และยังเป็นทางเลือกสำคัญในระบบตรวจคัดกรองจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงอายุที่ยังแนะนำให้ตรวจด้วย cytology หรือ Pap test เป็นหลัก
แนวทาง USPSTF แนะนำว่าผู้หญิงอายุ 21–29 ปีควรตรวจคัดกรองด้วย cervical cytology หรือ Pap test ทุก 3 ปี ส่วนช่วงอายุ 30–65 ปีมีทางเลือกได้หลายแบบตามแนวทาง ได้แก่ Pap test ทุก 3 ปี, HPV test ทุก 5 ปี หรือ co-testing ทุก 5 ปี ขึ้นกับบริบทและคำแนะนำของแพทย์
HPV test คืออะไร
"HPV test" คือการตรวจหาเชื้อ "Human Papillomavirus" ชนิดความเสี่ยงสูง หรือ high-risk HPV ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก
ความแตกต่างสำคัญคือ HPV test ไม่ได้มองหาเซลล์ผิดปกติโดยตรง แต่ตรวจว่า “มีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงอยู่หรือไม่” เพราะเชื้อกลุ่มนี้เป็นต้นทางสำคัญที่อาจทำให้เซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนแปลงในอนาคต
หากตรวจพบ HPV ความเสี่ยงสูง ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที และไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นมะเร็งแน่นอน เพราะการติดเชื้อ HPV จำนวนมากสามารถหายได้เองจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในคนอายุน้อย แต่หากเชื้อยังคงอยู่เป็นเวลานาน หรือพบร่วมกับเซลล์ผิดปกติ แพทย์จะให้ความสำคัญกับการติดตามหรือการตรวจเพิ่มเติมมากขึ้น
American Cancer Society แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองที่อายุ 25 ปีในผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป โดยวิธีที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ primary HPV testing ทุก 5 ปี หากสามารถทำได้ ส่วน Pap test หรือ co-testing ยังคงเป็นทางเลือกเมื่อ HPV primary testing ไม่พร้อมใช้งานในบางบริบท
Pap smear กับ HPV test ต่างกันอย่างไร
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ Pap smear เหมือนการตรวจว่า “เซลล์ปากมดลูกเริ่มเปลี่ยนไปหรือยัง” ส่วน HPV test เหมือนการตรวจว่า “มีเชื้อไวรัสตัวสำคัญที่อาจทำให้เซลล์เปลี่ยนในอนาคตหรือไม่”
Pap smear จึงเป็นการตรวจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเซลล์ ส่วน HPV test เป็นการตรวจปัจจัยเสี่ยงต้นทางของโรค
ในผู้หญิงบางช่วงอายุ แพทย์อาจเลือกตรวจ Pap smear อย่างเดียว ในบางช่วงอายุอาจตรวจ HPV test อย่างเดียว และในบางกรณีอาจตรวจทั้งสองอย่างร่วมกัน ซึ่งเรียกว่า "co-testing" การเลือกวิธีตรวจขึ้นกับอายุ ประวัติผลตรวจเดิม ความเสี่ยงส่วนบุคคล แนวทางของแต่ละประเทศ และระบบบริการของแต่ละสถานพยาบาล
ACOG อธิบายว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถทำได้ด้วย Pap test, HPV test หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยทั้งสองวิธีใช้ตัวอย่างจากบริเวณปากมดลูก แต่สิ่งที่ตรวจหาแตกต่างกัน
Co-testing คืออะไร
"Co-testing" คือการตรวจ "Pap smear ร่วมกับ HPV test" ในครั้งเดียวกัน โดยใช้ตัวอย่างจากปากมดลูกเพื่อประเมินทั้งสองด้านพร้อมกัน คือดูว่าเซลล์ผิดปกติหรือไม่ และมีเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงหรือไม่
ข้อดีของ co-testing คือช่วยเพิ่มข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง หากทั้ง Pap smear และ HPV test ปกติ ความเสี่ยงระยะสั้นต่อรอยโรคสำคัญจะต่ำมากในผู้หญิงวัยที่เหมาะสม ทำให้สามารถเว้นระยะการตรวจได้ตามแนวทาง
อย่างไรก็ตาม การตรวจมากกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป เพราะการตรวจถี่เกินความจำเป็นอาจนำไปสู่ผลบวกที่ไม่ได้หมายถึงโรคร้าย การตรวจเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น ความกังวล และการรักษาเกินจำเป็นในบางราย ดังนั้นการเลือกวิธีตรวจควรทำตามแนวทางและปรึกษาแพทย์
USPSTF ระบุว่าผู้หญิงอายุ 30–65 ปีสามารถเลือกได้ระหว่าง Pap test ทุก 3 ปี, HPV primary testing ทุก 5 ปี หรือ co-testing ทุก 5 ปี โดยแต่ละวิธีมีประโยชน์และข้อพิจารณาต่างกัน
ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อไร
แนวทางการเริ่มตรวจคัดกรองอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละองค์กรและแต่ละประเทศ แต่มีหลักร่วมกันคือ ไม่ควรเริ่มตรวจเร็วเกินไปในวัยที่ความผิดปกติส่วนใหญ่หายเองได้ และควรตรวจสม่ำเสมอในช่วงอายุที่ได้ประโยชน์ชัดเจน
USPSTF แนะนำให้เริ่ม Pap test ที่อายุ 21 ปี ส่วน American Cancer Society แนะนำให้เริ่มตรวจที่อายุ 25 ปี โดยให้ความสำคัญกับ primary HPV testing เป็นวิธีที่ต้องการหากพร้อมใช้งาน ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าหลายองค์กรอาจใช้ข้อมูลและบริบทของระบบสุขภาพต่างกัน ดังนั้นในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยควรยึดแนวทางของประเทศ สถานพยาบาล และคำแนะนำแพทย์ผู้ดูแลเป็นหลัก
สำหรับบทความให้ความรู้ของโรงพยาบาล สิ่งที่ควรสื่อให้คนไข้เข้าใจคือ ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยที่ควรตรวจไม่ควรเลื่อนการตรวจออกไปนาน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยตรวจมาก่อน ตรวจไม่สม่ำเสมอ หรือมีผลตรวจผิดปกติในอดีต
ตรวจบ่อยแค่ไหนจึงเหมาะสม
ความถี่ในการตรวจขึ้นกับชนิดของการตรวจและอายุของผู้ป่วย
หากใช้ Pap smear อย่างเดียว ในหลายแนวทางมักตรวจทุก 3 ปีในช่วงอายุที่เหมาะสม หากใช้ HPV test อย่างเดียวในผู้ใหญ่บางช่วงอายุ มักตรวจทุก 5 ปีเมื่อผลปกติ และหากใช้ co-testing หรือ Pap smear ร่วมกับ HPV test มักตรวจทุก 5 ปีเมื่อผลปกติในช่วงอายุที่เหมาะสมตามแนวทางของ USPSTF และ ACS
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีประวัติผลตรวจผิดปกติ เคยรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง มีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อ HIV ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือมีประวัติโรคเฉพาะบางอย่าง อาจต้องตรวจถี่กว่าคนทั่วไป และควรอยู่ภายใต้แผนติดตามของแพทย์
ถ้าผล HPV เป็นบวก แปลว่าเป็นมะเร็งไหม
คำตอบคือ ไม่ใช่ ผล HPV positive หมายถึงตรวจพบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีมะเร็งปากมดลูกทันที และไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งในอนาคตทุกคน
สิ่งที่แพทย์จะพิจารณาต่อคือ เชื้อที่พบเป็นชนิดใด ผล Pap smear ร่วมเป็นอย่างไร อายุเท่าไร เคยมีผลผิดปกติมาก่อนหรือไม่ และมีปัจจัยเสี่ยงอื่นหรือไม่ บางรายอาจนัดติดตามซ้ำ บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วย colposcopy หรือการส่องกล้องตรวจปากมดลูก
แนวคิดสำคัญคือ HPV test เป็นเครื่องมือบอกความเสี่ยง ไม่ใช่คำตัดสินว่าเป็นมะเร็ง การพบเชื้อทำให้แพทย์มีโอกาสติดตามและดูแลก่อนเกิดโรครุนแรง
ถ้า Pap smear ผิดปกติ ต้องทำอย่างไร
ผล Pap smear ผิดปกติไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันทีเช่นกัน ความผิดปกติของเซลล์มีหลายระดับ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่อาจหายเอง ไปจนถึงรอยโรคที่ควรตรวจเพิ่มเติมหรือรักษา แพทย์จะพิจารณาจากระดับความผิดปกติ ผล HPV test อายุ และประวัติเดิม
บางรายอาจนัดตรวจซ้ำตามระยะเวลา บางรายอาจตรวจ HPV เพิ่ม และบางรายอาจต้องส่องกล้องปากมดลูกรือ colposcopy เพื่อดูบริเวณปากมดลูกอย่างละเอียดและตัดชิ้นเนื้อหากมีบริเวณที่สงสัย สิ่งที่ไม่ควรทำคือ หายไปจากการติดตาม เพราะรอยโรคก่อนมะเร็งจำนวนมากสามารถรักษาหรือเฝ้าระวังได้ดี หากได้รับการดูแลตามแผน
ตรวจ Pap smear หรือ HPV test เจ็บไหม
โดยทั่วไปการตรวจใช้เวลาไม่นาน แพทย์จะใส่อุปกรณ์ถ่างช่องคลอด หรือ speculum เพื่อมองเห็นปากมดลูก แล้วเก็บตัวอย่างเซลล์หรือตัวอย่างสำหรับตรวจ HPV จากบริเวณปากมดลูก
ผู้ป่วยอาจรู้สึกตึง อึดอัด หรือไม่สบายเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปไม่ควรเจ็บรุนแรง หากมีอาการเจ็บมาก เคยมีประสบการณ์ไม่ดี กลัวการตรวจภายใน หรือมีภาวะช่องคลอดเกร็ง ควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจ เพื่อให้ทีมแพทย์ปรับวิธีการสื่อสาร ท่าทาง อุปกรณ์ และจังหวะการตรวจให้เหมาะสมที่สุด
ปัจจุบันในบางประเทศเริ่มมีแนวทาง "self-collected HPV sample" หรือการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองสำหรับ HPV test ในกลุ่มที่เหมาะสม แต่ต้องอยู่ในระบบที่มีการควบคุมคุณภาพ การแจ้งผล และการติดตามผลที่ชัดเจน โดย ACOG ปี 2026 ระบุถึงการใช้ patient-collected sampling สำหรับ primary HPV screening ในผู้ป่วยอายุ 30–65 ปีที่มีความเสี่ยงทั่วไปภายใต้เงื่อนไขของระบบบริการที่เหมาะสม
ก่อนตรวจควรเตรียมตัวอย่างไร
ก่อนตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรเลือกวันที่ไม่มีประจำเดือนหรือเลือดออกมาก เพราะเลือดอาจรบกวนคุณภาพตัวอย่างได้ หากมีเลือดออกผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์ เพราะอาจต้องตรวจประเมินอาการเลือดออกโดยไม่ควรรอเพียงนัดคัดกรองทั่วไป
ในช่วงก่อนตรวจ ควรหลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด การใช้ยาเหน็บช่องคลอด หรือผลิตภัณฑ์ในช่องคลอดโดยไม่จำเป็น และควรแจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์ สงสัยตั้งครรภ์ เคยมีผลตรวจผิดปกติ เคยรักษาปากมดลูก หรือมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีกลิ่น หรือปวดท้องน้อย
การตรวจคัดกรองไม่ควรถูกแทนที่ด้วยการตรวจภายในแบบคลำอย่างเดียว เพราะ Pap smear และ HPV test เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการดูด้วยตาเปล่า
ใครบ้างที่ควรตรวจสม่ำเสมอเป็นพิเศษ
ผู้หญิงที่ไม่เคยตรวจมาก่อน ตรวจไม่สม่ำเสมอ หรือเคยมีผลผิดปกติ ควรให้ความสำคัญกับการกลับเข้าสู่ระบบคัดกรอง เพราะมะเร็งปากมดลูกจำนวนมากพบในผู้ที่ไม่เคยตรวจหรือขาดการติดตามต่อเนื่อง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อ HIV ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือเคยปลูกถ่ายอวัยวะ อาจต้องมีแผนตรวจที่แตกต่างจากคนทั่วไป ผู้ที่เคยรักษารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกก็ต้องติดตามตามแผนของแพทย์ ไม่ควรกลับไปใช้ตารางตรวจแบบคนทั่วไปโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
แนวทางคัดกรองขององค์กรต่าง ๆ มักระบุว่าคำแนะนำทั่วไปใช้กับผู้ที่มีความเสี่ยงเฉลี่ย หรือ average risk ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต้องได้รับการประเมินรายบุคคล
ยังฉีดวัคซีน HPV แล้ว ต้องตรวจคัดกรองไหม
- ยังควรตรวจคัดกรองตามช่วงอายุและแนวทางที่เหมาะสม วัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์สำคัญและลดความเสี่ยงของรอยโรคก่อนมะเร็งได้มาก แต่ไม่ได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ทั้งหมด และบางคนอาจได้รับวัคซีนหลังเคยสัมผัสเชื้อแล้ว ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำ
- อาการแบบไหนไม่ควรรอรอบตรวจคัดกรอง การตรวจ Pap smear และ HPV test เป็นการตรวจคัดกรองในคนที่ไม่มีอาการ แต่หากมีอาการผิดปกติ ไม่ควรรอจนถึงรอบตรวจประจำปี
อาการที่ควรพบแพทย์ ได้แก่ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังหมดประจำเดือน ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีแผล ก้อน หรือความผิดปกติบริเวณปากมดลูกหรือช่องคลอด
อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากมะเร็งเสมอไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับปากมดลูกอักเสบ ติ่งเนื้อ ปากมดลูกผิดปกติ การติดเชื้อ หรือโรคอื่นที่ควรตรวจโดยแพทย์
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน ถ้าอายุยังอยู่ในช่วงที่แนวทางแนะนำ Pap smear เป็นหลัก แพทย์อาจแนะนำ Pap smear ตามช่วงเวลา หากอายุอยู่ในช่วงที่เหมาะกับ HPV test หรือ co-testing แพทย์อาจแนะนำตามความพร้อมของห้องปฏิบัติการ ประวัติผลตรวจเดิม และความเสี่ยงส่วนบุคคล
สำหรับคนไข้ทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ควรเลื่อนการตรวจออกไปเพราะสับสนว่าจะเลือกวิธีใด ควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอายุ ประวัติ และความเหมาะสม แล้ววางแผนตรวจที่เหมาะกับตัวเอง การตรวจที่ดีที่สุดไม่ใช่การตรวจที่แพงที่สุดหรือมากที่สุดเสมอไป แต่คือการตรวจที่ถูกชนิด ถูกเวลา แปลผลถูกต้อง และติดตามต่อเนื่องเมื่อพบความผิดปกติ
คำถามที่พบบ่อย
- Pap smear กับ HPV test ต่างกันอย่างไร Pap smear ตรวจดูว่าเซลล์ปากมดลูกผิดปกติหรือไม่ ส่วน HPV test ตรวจหาเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก ทั้งสองตรวจจากบริเวณปากมดลูกเหมือนกัน แต่ตอบคำถามคนละด้าน
- HPV positive แปลว่าเป็นมะเร็งไหม ไม่ใช่
HPV positive แปลว่าพบเชื้อ HPV ความเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งทันที แพทย์จะประเมินร่วมกับอายุ ชนิด HPV ผล Pap smear และประวัติเดิม เพื่อวางแผนติดตามหรือตรวจเพิ่มเติม - Pap smear ผิดปกติ แปลว่าเป็นมะเร็งไหม
ไม่เสมอไป ความผิดปกติของ Pap smear มีหลายระดับ บางแบบอาจหายเอง บางแบบต้องติดตาม และบางแบบต้องส่องกล้องปากมดลูกหรือตัดชิ้นเนื้อเพื่อยืนยัน - ต้องตรวจทุกปีไหม
คนส่วนใหญ่ที่ผลตรวจปกติไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี ความถี่ขึ้นกับอายุและชนิดการตรวจ เช่น Pap smear มักตรวจทุก 3 ปีในหลายแนวทาง ส่วน HPV test หรือ co-testing ในวัยที่เหมาะสมมักเว้นได้ถึง 5 ปีเมื่อผลปกติ แต่ผู้ที่เคยมีผลผิดปกติหรือมีความเสี่ยงสูงอาจต้องตรวจถี่กว่า - ตรวจภายในแล้ว ยังต้องตรวจ Pap smear หรือ HPV test ไหม
การตรวจภายในเป็นการตรวจร่างกาย แต่ Pap smear และ HPV test เป็นการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจภายในอย่างเดียวไม่สามารถแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ - ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องตรวจไหม
ยังควรตรวจ เพราะวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่ครอบคลุมทุกชนิดของ HPV และไม่ได้แทนการตรวจคัดกรองในวัยที่ควรตรวจ - ถ้ามีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรรอตรวจ Pap smear รอบถัดไปไหม
ไม่ควรรอ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากปากมดลูกอักเสบ ติ่งเนื้อ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของปากมดลูกที่ควรประเมินโดยตรง
ผู้หญิงบางช่วงอายุอาจเหมาะกับ Pap smear บางช่วงอายุอาจเหมาะกับ HPV test หรือ co-testing การเลือกวิธีตรวจควรพิจารณาจากอายุ ประวัติผลตรวจเดิม ความเสี่ยงส่วนบุคคล และแนวทางของแพทย์
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจอย่างสม่ำเสมอและการติดตามผล หากผลผิดปกติ ไม่ควรหายไปจากระบบการดูแล เพราะรอยโรคก่อนมะเร็งจำนวนมากสามารถรักษาได้ดีเมื่อพบตั้งแต่ระยะต้น มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้มากกว่าที่หลายคนคิด การตรวจคัดกรองที่ถูกต้อง คือก้าวสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้หญิงอย่างมั่นใจ
สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1. U.S. Preventive Services Task Force. Cervical Cancer: Screening.2018 Recommendation Statement.
2. American Cancer Society. Cervical Cancer Screening Guidelines. Updated guidance.
3. American College of Obstetricians and Gynecologists. Cervical Cancer Screening. Patient FAQ.
4. American College of Obstetricians and Gynecologists. Human Papillomavirus HPV: Infection and Vaccination. Patient FAQ.
5. World Health Organization. New recommendations for screening and treatment to prevent cervical cancer. 2021.
6. American College of Obstetricians and Gynecologists. Updated Cervical Cancer Screening Guidance. 2026.
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
เจ็บเต้านม คลำได้ก้อน อย่าเพิ่งตกใจ แต่ไม่ควรปล่อยผ่านอาการเจ็บเต้านมหรือคลำได้ก้อน เป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากกังวลทันทีว่า “จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือเปล่า”
9 ก.ค. 2026
อาการปวดท้องน้อยจากการมีประจำเดือน Primary Dysmenorrhea เกิดจากการสร้างสาร prostaglandin มากกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวรุนแรง เกิดอาการปวดเกร็ง ถ่ายเหลว หรือคลื่นไส้
21 ส.ค. 2025
ปวดท้องเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กรดไหลย้อน ท้องอืด อาหารเป็นพิษ นิ่วในถุงน้ำดี ไส้ติ่งอักเสบ ไปจนถึงโรคฉุกเฉินในช่องท้อง เรียนรู้ตำแหน่งปวดท้อง อาการเตือน และเมื่อไรควรรีบไปโรงพยาบาล
10 ก.ค. 2026


