ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เลือดออกทางทวารหนักอันตรายหรือไม่

เลือดออกทางทวารหนักเป็นอาการที่ทำให้หลายคนตกใจบางคนเห็นเลือดสดติดกระดาษชำระบางคนเห็นเลือดหยดลงโถส้วมหลังถ่าย
บางคนมีเลือดเคลือบอุจจาระ และหลายคนรีบคิดทันทีว่า “เป็นริดสีดวงหรือเปล่า” หรือกังวลไปไกลว่า “จะเป็นมะเร็งลำไส้ไหม”
ความจริงคือ ริดสีดวงทวารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก โดยเฉพาะเลือดสดสีแดงหลังถ่ายอุจจาระ แต่ในทางการแพทย์ เราไม่ควรสรุปว่าเลือดออกทุกครั้งคือริดสีดวง เพราะเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อักเสบ ติ่งเนื้อในลำไส้ ไปจนถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ดังนั้น คำถามที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เป็นริดสีดวงหรือไม่” แต่คือ "เลือดออกแบบไหนที่ดูเหมือนริดสีดวง เลือดออกแบบไหนควรตรวจเพิ่มเติม และเมื่อไรควรพบศัลยแพทย์"
บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจริดสีดวงทวารอย่างถูกต้อง ไม่ตกใจเกินไป แต่ก็ไม่ชะล่าใจจนพลาดโรคสำคัญ
ริดสีดวงทวารคืออะไร
ริดสีดวงทวาร คือภาวะที่หลอดเลือดและเนื้อเยื่อพยุงบริเวณทวารหนักบวม โป่งพอง หรือเลื่อนต่ำลง ทำให้เกิดอาการเลือดออก คัน เจ็บ มีก้อนยื่น หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดในความเป็นจริง ทุกคนมีหมอนรองหลอดเลือดบริเวณทวารหนักอยู่แล้วตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ช่วยปิดทวารหนักและควบคุมการกลั้นอุจจาระ แต่เมื่อเนื้อเยื่อบริเวณนี้บวม ขยาย หรือเคลื่อนตัวผิดปกติ จึงเกิดเป็น “โรคริดสีดวงทวาร” ริดสีดวงแบ่งง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่มใหญ่
- ริดสีดวงภายใน เกิดอยู่ด้านในทวารหนัก มักไม่เจ็บมาก เพราะบริเวณนั้นมีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดน้อย อาการเด่นคือเลือดสดออกหลังถ่าย หรือมีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งถ่าย
- ริดสีดวงภายนอก เกิดอยู่บริเวณปากทวารหนัก มักคลำได้เป็นก้อนด้านนอก หากมีลิ่มเลือดคั่งในก้อนริดสีดวง อาจปวดมาก บวมตึง และนั่งลำบากคนไข้บางรายมีทั้งริดสีดวงภายในและภายนอกร่วมกัน ทำให้อาการหลากหลายและเป็นซ้ำได้ง่ายเลือดออกจากริดสีดวงมักเป็นแบบไหนเลือดออกจากริดสีดวงมักมีลักษณะเป็นเลือดสดสีแดง ออกหลังถ่ายอุจจาระ อาจเห็นติดกระดาษชำระ เคลือบผิวอุจจาระ หรือหยดลงโถส้วม โดยมักไม่ปนอยู่ในเนื้ออุจจาระแบบสีคล้ำ
- คันหรือระคายเคืองรอบทวารหนัก
- เจ็บเวลาถ่าย โดยเฉพาะถ้ามีแผลปริหรือริดสีดวงภายนอกอักเสบ
- มีก้อนยื่นออกมาขณะถ่าย
- รู้สึกถ่ายไม่สุด
- มีมูกหรือความชื้นบริเวณทวารหนัก
- ปวดบวมบริเวณปากทวาร หากมีลิ่มเลือดในริดสีดวงภายนอก
ได้แก่
- ท้องผูกเรื้อรัง
- เบ่งอุจจาระนาน
- นั่งห้องน้ำนาน โดยเฉพาะนั่งเล่นโทรศัพท์
- ถ่ายอุจจาระแข็ง
- ท้องเสียเรื้อรัง
- ตั้งครรภ์
- น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
- ยกของหนักเป็นประจ
- อายุเพิ่มขึ้น
- รับประทานอาหารกากใยน้อย
- ดื่มน้ำน้อย
- เคลื่อนไหวน้อยหรือนั่งทำงานนาน
ในคนวัยทำงาน สาเหตุที่พบบ่อยมากคือ นั่งนาน ดื่มน้ำน้อย กินผักผลไม้น้อย ถ่ายไม่เป็นเวลา และนั่งห้องน้ำ นานเกินจำเป็น พฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้สะสมจนทำให้ริดสีดวงเป็นๆ หายๆได้ เลือดออกทางทวารหนัก อันตรายหรือไม่ คำตอบคือ "ขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการร่วม" ถ้าเป็นริดสีดวงจริง อาการอาจไม่อันตรายในทันที และหลายรายดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรม การใช้ยา หรือ หัตถการเล็ก แต่เลือดออกทางทวารหนักไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะถ้าเป็นซ้ำ บ่อยขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย
เพราะเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น
- แผลปริขอบทวารหนัก
- ลำไส้อักเสบ
- การติดเชื้อบริเวณลำไส้หรือทวารหนัก
- ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
- ถุงผนังลำไส้
- มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก
ควรพบแพทย์หรือศัลยแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้
- เลือดออกทางทวารหนักซ้ำ ๆ
- เลือดออกมาก หรือหยดเป็นจำนวนมาก
- เลือดออกโดยไม่สัมพันธ์กับการถ่าย
- ถ่ายด หรือเลือดมีสีคล้
- มีอาการซีด เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เบื่ออาหารผิดปกติ
- ปวดท้องเรื้อรัง
- ลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเล็กลง หรือถ่ายไม่สุด
- มีมูกปนเลือด
- คลำได้ก้อนผิดปกติบริเวณทวารหนัก
- อายุมากกว่า 40–50 ปี และเพิ่งเริ่มมีเลือดออก
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อในลำไส้ หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการต่อไปนี้
- เลือดออกมากจนหน้ามืด ใจสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
- ถ่ายเป็นเลือดจำนวนมากหลายครั้ง
- ถ่ายดำเหม็นผิดปกติ
- ปวดท้องรุนแรงร่วมกับเลือดออก
- มีไข้สูงร่วมกับปวดทวารหนักหรือปวดท้อง
- ปวดก้อนริดสีดวงมาก บวมตึง นั่งไม่ได้
- ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดแล้วมีเลือดออกมาก
- ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวที่มีเลือดออกผิดปกติ
จากนั้นแพทย์อาจตรวจร่างกายบริเวณทวารหนัก เพื่อดูริดสีดวงภายนอก แผลปริ ก้อนผิดปกติ หรือการอักเสบ และอาจตรวจภายในทวารหนักด้วยนิ้วมืออย่างระมัดระวัง ในบางราย แพทย์อาจใช้เครื่องมือส่องดูภายในทวารหนัก เช่น anoscopy หรือ proctoscopy เพื่อดูริดสีดวงภายในและแหล่งเลือดออก
แต่ถ้าผู้ป่วยมีอายุเพิ่มขึ้น มีเลือดออกซ้ำ มีสัญญาณเตือน หรือมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดไม่ได้มาจากโรคที่อยู่สูงขึ้นไปในลำไส้
ประเด็นสำคัญคือ การพบริดสีดวงไม่ได้แปลว่าไม่มีโรคอื่นร่วมเสมอไป โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการเตือนริดสีดวงรักษาอย่างไร
การรักษาขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของริดสีดวง รวมถึงอาการของผู้ป่วย
1. ปรับพฤติกรรมและการขับถ่าย เป็นพื้นฐานของการรักษาเกือบทุกราย โดยเฉพาะริดสีดวงระยะเริ่มต้นคำแนะนำสำคัญ ได้แก่
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใย
- หลีกเลี่ยงการเบ่งนาน
- ไม่ควรนั่งห้องน้ำนาน
- เข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่าย ไม่กลั้นอุจจาระ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนัก
- รักษาท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง
บางรายอาจต้องใช้ยาช่วยให้อุจจาระนิ่มหรือเสริมกากใยตามคำแนะนำแพทย์
3. การแช่น้ำอุ่น
การแช่ก้นในน้ำอุ่นประมาณ 10–15 นาที อาจช่วยลดอาการปวด เกร็ง และระคายเคืองบริเวณทวารหนักได้โดยเฉพาะหลังถ่ายอุจจาระ
4. หัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ในริดสีดวงภายในบางระยะ แพทย์อาจพิจารณาหัตถการ เช่น การรัดยางริดสีดวง การฉีดยา หรือการจี้ด้วยวิธี
ต่าง ๆ โดยการรัดยางเป็นวิธีที่ใช้บ่อยในริดสีดวงภายในที่มีอาการและยังไม่รุนแรงมาก
5. การผ่าตัดริดสีดวง
การผ่าตัดมักพิจารณาในรายที่ริดสีดวงขนาดใหญ่ เป็นมาก มีริดสีดวงยื่นออกมามาก กลับเข้าไม่ได้ มีริดสีดวงภายนอกร่วมมาก มีภาวะลิ่มเลือดซ้ำ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วยังไม่ดีขึ้นการผ่าตัดมีหลายวิธี ศัลยแพทย์จะพิจารณาตามชนิดของริดสีดวง อาการ ความรุนแรง และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ริดสีดวงต้องผ่าตัดทุกคนไหม
ไม่จำเป็น ผู้ป่วยริดสีดวงจำนวนมาก โดยเฉพาะระยะเริ่มต้น สามารถดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรม การเพิ่มกากใย ดื่มน้ำให้พอ รักษาท้องผูก และใช้ยาหรือหัตถการเล็กตามความเหมาะสม แต่ถ้ามีเลือดออกซ้ำบ่อย ก้อนยื่นมาก ดันกลับไม่ได้ ปวดมาก มีภาวะลิ่มเลือด หรืออาการรบกวนชีวิตประจำวัน
มาก ควรพบศัลยแพทย์เพื่อประเมินว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด
การพบศัลยแพทย์ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทันที แต่เป็นการวางแผนรักษาให้เหมาะสม และที่สำคัญคือช่วยแยกโรคอื่นที่อาจทำให้เลือดออกทางทวารหนักได้
ป้องกันริดสีดวงเป็นซ้ำได้อย่างไร
ริดสีดวงมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ หากพฤติกรรมการขับถ่ายยังเหมือนเดิม การป้องกันจึงสำคัญมาก
แนวทางที่ช่วยลดการเป็นซ้ำ ได้แก่
- รับประทานอาหารที่มีกากใยทุกวัน
- ดื่มน้ำเพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการเบ่ง
- ไม่นั่งห้องน้ำนานเกินไป
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนัก
- รักษาท้องผูกและท้องเสียเรื้อรัง
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่า
- ไม่ใช้ยาถ่ายพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น
สำหรับคนวัยทำงานสิ่งที่ควรแก้มากที่สุดมักไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นพฤติกรรมเล็กๆ เช่น นั่งทำงานนาน ดื่มน้น้อย กินผักน้อย และนั่งห้องน้ำพร้อมโทรศัพท์นานเกินไป
คำถามที่พบบ่อย
1. ถ่ายเป็นเลือดสด เป็นริดสีดวงเสมอไหม
ไม่เสมอไป แม้เลือดสดหลังถ่ายจะพบได้บ่อยในริดสีดวง แต่ยังอาจเกิดจากแผลปริขอบทวารหนัก ติ่งเนื้อ ลำไส้อักเสบ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้ หากมีเลือดออกซ้ำ อายุมากขึ้น หรือมีอาการเตือน ควรพบแพทย์2. ริดสีดวงอันตรายไหมริดสีดวงส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากเลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจทำให้ซีดได้ และที่สำคัญคือไม่ควร สรุปว่าเลือดออกทั้งหมดเกิดจากริดสีดวงโดยไม่ตรวจ เพราะอาจพลาดโรคอื่นที่สำคัญกว่า
3. ริดสีดวงหายเองได้ไหม
อาการบางรายดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ดื่มน้ เพิ่มกากใย และรักษาท้องผูก แต่ริดสีดวงที่เป็นมาก ก้อนยื่นมาก เลือดออกซ้ำ หรือปวดมาก อาจต้องรักษาด้วยหัตถการหรือผ่าตัด
4. มีก้อนยื่นออกมาตอนถ่าย ต้องผ่าตัดไหม
ไม่จำเป็นทุกคน ต้องดูว่าก้อนยื่นมากแค่ไหน ดันกลับได้หรือไม่ มีเลือดออกหรือปวดร่วมด้วยหรือไม่ หากก้อนยื่นบ่อย ดันกลับยาก หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรพบศัลยแพทย์เพื่อประเมิน
5. ใช้ยาทาริดสีดวงเองได้ไหม
ใช้ชั่วคราวได้ในบางกรณี แต่หากมีเลือดออกซ้ำ ปวดมาก มีก้อนผิดปกติ หรือใช้แล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ ไม่ควรใช้ยาทาหรือยาเหน็บต่อเนื่องนานโดยไม่ทราบสาเหตุ
6. เลือดออกทางทวารหนักเมื่อไรควรส่องกล้องลำไส้
ควรพิจารณาส่องกล้องหากอายุมากขึ้น มีเลือดออกซ้ำ มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ มีน้ำหนักลด ซีด ถ่ายเปลี่ยนไป ปวดท้องเรื้อรัง หรือแพทย์ตรวจแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยง การส่องกล้องช่วยแยกโรคในลำไส้ใหญ่ที่อาจซ่อนอยู่
7. ริดสีดวงกับแผลปริทวารต่างกันอย่างไร
ริดสีดวงมักมีเลือดสดหลังถ่าย อาจมีก้อนยื่นหรือคัน ส่วนแผลปริทวารมักเจ็บแสบมากขณะถ่าย โดยเฉพาะเวลาถ่ายแข็ง และอาจมีเลือดสดเล็กน้อยติดกระดาษชำระ ทั้งสองภาวะอาจเกิดร่วมกันได้
ริดสีดวงทวารเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก โดยเฉพาะเลือดสดหลังถ่ายอุจจาระ แต่เลือดออกทางทวารหนักไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป เพราะยังอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น แผลปริ ลำไส้อักเสบติ่งเนื้อ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากเลือดออกครั้งเดียวเล็กน้อยในคนอายุน้อยและสัมพันธ์กับท้องผูก อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและ สังเกตอาการได้ แต่ถ้ามีเลือดออกซ้ำ ปริมาณมาก อายุมากขึ้น มีน้ำหนักลด ซีด ถ่ายเปลี่ยนไป ปวดท้อง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาริดสีดวงมีหลายระดับ ตั้งแต่ปรับพฤติกรรม ใช้ยา หัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไปจนถึงการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด แต่ทุกคนที่มีเลือดออกผิดปกติควรได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพราะเลือดออกทางทวารหนักอาจเป็นเรื่องเล็กแต่ก็อาจเป็นสัญญาณแรกของโรคสำคัญการตรวจให้ชัดตั้งแต่ต้น คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703


