นิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องแบบไหนควรพบศัลยแพทย์

นิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องแบบไหนควรพบศัลยแพทย์
อาการปวดท้องหลังรับประทานอาหารเป็นเรื่องที่หลายคนเคยเจอบางครั้งอาจเป็นเพียงท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อนแต่บางครั้งอาการปวดนั้นอาจเป็นสัญญาณของ “นิ่วในถุงน้ำดี”
นิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในผู้หญิง คนอายุมากขึ้น ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดผิดปกติ ที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีนิ่วในถุงน้ำดีโดยไม่มีอาการ และทราบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง
แต่เมื่อใดที่นิ่วเริ่มทำให้เกิดอาการปวดท้อง โดยเฉพาะปวดบริเวณชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่หลังอาหารมันๆ อาการนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “อาหารไม่ย่อย” ทุกครั้ง เพราะอาจเป็นสัญญาณว่านิ่วเริ่มรบกวนการทำงานของถุงน้ำดี หรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา
บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่า นิ่วในถุงน้ำดีปวดแบบไหน เมื่อไรควรพบศัลยแพทย์ และทำไมบางรายควรรักษาก่อนเกิดภาวะฉุกเฉิน
ถุงน้ำดีคืออะไร และนิ่วเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็ก ๆ อยู่ใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีที่ตับสร้างขึ้น น้ำดีมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยไขมันเมื่อเรารับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน ถุงน้ำดีจะบีบตัวเพื่อปล่อยน้ำดีลงสู่ลำไส้เล็ก
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากการตกผลึกของส่วนประกอบในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอล เม็ดสีจากน้ำดี หรือเกลือแร่บางชนิด จนกลายเป็นก้อนนิ่ว ขนาดของนิ่วอาจเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เป็นก้อนเดียวก็ได้ บางคนมีนิ่วเพียงก้อนเดียว บางคนมีหลายก้อนถ้านิ่วอยู่เฉย ๆ ในถุงน้ำดีโดยไม่อุดตันหรือไม่ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเลย แต่ถ้านิ่วเคลื่อนไปอุดทางออกของถุงน้ำดีชั่วคราว ถุงน้ำดีจะบีบตัวต้านการอุดตัน ทำให้เกิดอาการปวดที่เรียกว่า biliary colic หรืออาการปวดจากนิ่วในถุงน้ำดี
นิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องแบบไหน อาการปวดที่ชวนสงสัยนิ่วในถุงน้ำดี มักมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง
1. ปวดชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือชายโครงขวา หรือบริเวณลิ้นปี่ บางคนบอกว่าแน่นลึก ๆ ใต้ชายโครงขวา บางคนบอกว่า
ปวดเหมือนจุกแน่นใต้ลิ้นปี่จนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
2. ปวดหลังอาหาร โดยเฉพาะอาหารมัน อาการมักเกิดหลังรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารมัน อาหารทอด กะทิ เนื้อสัตว์ติดมัน หรือมื้อใหญ่ เพราะ
อาหารเหล่านี้กระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวมากขึ้น3. ปวดเป็นพักๆ แต่ค่อนข้างรุนแรงอาการปวดจากนิ่วในถุงน้ำดีมักไม่ใช่ปวดจี๊ดสั้นๆ แล้วหายทันที แต่มักปวดต่อเนื่องเป็นช่วง อาจนานตั้งแต่ประมาณ 30 นาทีไปจนถึงหลายชั่วโมง บางคนปวดมากจนต้องหยุดกิจกรรม นั่งนิ่งๆ หรือไปโรงพยาบาล
4. ปวดร้าวไปหลังหรือสะบักขวา อาการปวดอาจร้าวไปด้านหลัง ไหล่ขวา หรือสะบักขวาได้ ทำให้บางคนคิดว่าเป็นกล้ามเนื้อหลังอักเสบ ทั้งที่ต้นเหตุมาจากถุงน้ำดี
5. มีคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องอืดร่วมด้วย ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด หรือรู้สึกอาหารไม่ย่อยร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังอาหารมัน
หากอาการเหล่านี้เกิดซ้ ๆ โดยเฉพาะหลังอาหาร ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าอาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดีหรือไม่
ปวดท้องแบบไหนควรพบศัลยแพทย์ ไม่ใช่นิ่วทุกก้อนต้องผ่าตัดทันที แต่ถ้านิ่วเริ่มทำให้เกิดอาการ หรือเริ่มมีภาวะแทรกซ้อน ควรได้รับการประเมินโดยศัลยแพทย์ควรพบศัลยแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
1. ปวดชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ซ้าๆ หลังอาหาร หากปวดหลังอาหารมันหรือมื้อใหญ่เป็นๆ หายๆ และตรวจพบว่านิ่วในถุงน้ำดี อาการนี้มักบ่งบอกว่านิ่วเริ่มมี
ผลต่อการทำงานของถุงน้ำดี การปรึกษาศัลยแพทย์จะช่วยประเมินว่าควรรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยังสามารถ
ติดตามอาการได้
2. ปวดนานหลายชั่วโมงหรือปวดรุนแรงขึ้น ถ้าอาการปวดนานผิดปกติ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่เพียง
biliary colic ธรรมดา แต่อาจเริ่มมีถุงน้ำดีอักเสบ
3. มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดท้องขวาบน ไข้และหนาวสั่นร่วมกับปวดชายโครงขวาเป็นสัญญาณที่ต้องระวังภาวะถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน หรือการติดเชื้อ
ในทางเดินน้ำดี ซึ่งควรได้รับการประเมินและรักษาโดยเร็ว
4. ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรืออุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่านิ่วหลุดจากถุงน้ำดีลงไปอุดท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีระบายไม่ได้ เกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตันหรือท่อน้ำดีอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและต้องรักษาอย่างเร่งด่วน
5. ปวดท้องรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนมาก หากปวดท้องรุนแรงมาก โดยเฉพาะบริเวณลิ้นปี่หรือปวดร้าวไปหลัง ร่วมกับอาเจียนมาก ต้องระวังภาวะตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงได้
6. ตรวจพบถุงน้ำดีอักเสบหรือท่อน้ำดีมีนิ่ว หากตรวจแล้วพบว่ามีถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วอุดท่อน้ำดี หรือนิ่วมีภาวะแทรกซ้อน ควรพบศัลยแพทย์หรือแพทย์ เฉพาะทางเพื่อวางแผนรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยไว้เพราะอาจกลับมาเป็นซ้ำหรือรุนแรงขึ้น
นิ่วในถุงน้ำดีอันตรายไหม
ถ้านิ่วไม่มีอาการ อาจยังไม่อันตรายในทันที และบางรายอาจติดตามอาการได้ แต่เมื่อเริ่มมีอาการ ปัญหาคืออาการมักกลับมาเป็นซ้ และบางครั้งอาจพัฒนาเป็นภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ ได้แก่
- ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน เกิดเมื่อนิ่วอุดทางออกของถุงน้ำดีนานขึ้น ทำให้ถุงน้ำดีบวม อักเสบ และติดเชื้อได้ ผู้ป่วยมักปวดชายโครงขวาต่อเนื่อง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และกดเจ็บชัดเจน
- นิ่วอุดท่อน้ำดี นิ่วอาจหลุดลงไปอุดท่อน้ำดี ทำให้ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด และค่าตับผิดปกติ หากมีการติดเชื้อร่วมด้วยอาจเกิดท่อน้ำดีอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน
- ตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว นิ่วที่หลุดไปอุดบริเวณปลายท่อน้ำดีใกล้ท่อตับอ่อน อาจทำให้ตับอ่อนอักเสบ ผู้ป่วยมักปวดลิ้นปี่รุนแรง ปวดร้าว ไปหลัง คลื่นไส้ อาเจียนมาก และอาจต้องนอนโรงพยาบาล
- ถุงน้ำดีแตกหรือฝีรอบถุงน้ำดี พบได้น้อยกว่า แต่เป็นภาวะรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มาพบแพทย์ช้า ดังนั้น หากนิ่วเริ่มมีอาการ ไม่ควรรอให้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินก่อนค่อยรักษา
นิ่วในถุงน้ำดี โรคกระเพาะ และกรดไหลย้อน อาจทำให้ปวดลิ้นปี่หรือแน่นท้องคล้ายกันได้ แต่มีจุดสังเกตบางอย่างกรดไหลย้อนมักมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ขมคอ เป็นมากเมื่อนอนราบ หรือหลังอาหารบางชนิดโรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะมักปวดแสบท้อง จุกลิ้นปี่ อาจสัมพันธ์กับเวลาหิวหรือหลังอาหาร และบางรายมีคลื่นไส้ร่วมด้วยนิ่วในถุงน้ำดีมักปวดชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่หลังอาหารมัน ปวดเป็นพัก ๆ แต่อาจรุนแรง ปวดร้าวไปหลังหรือ
สะบักขวา และอาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยอย่างไรก็ตาม อาการจริงอาจซ้อนทับกันได้ การตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ช่องท้องจึงช่วยแยกโรคได้ดีกว่า
การเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดีปัจจัยเสี่ยงของนิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่
- เพศหญิง
- อายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัยกลางคน
- น้ำหนักเกินหรืออ้วน
- ลดน้ำหนักเร็วเกินไป
- ตั้งครรภ์ หรือเคยตั้งครรภ์หลายครั้ง
- ใช้ฮอร์โมนบางชนิด
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดผิดปกติ
- มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
- โรคตับบางชนิดหรือโรคเลือดบางประเภท
- รับประทานอาหารไขมันสูง พลังงานสูง และมีกากใยน้อย
แพทย์วินิจฉัยนิ่วในถุงน้ำดีอย่างไร
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ตำแหน่งปวด ระยะเวลาปวด ความสัมพันธ์กับอาหาร ลักษณะอาการร้าวไปหลังหรือไม่ มีไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม หรืออาเจียนร่วมด้วยหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการกดเจ็บบริเวณชายโครงขวา และประเมินว่ามีสัญญาณของถุงน้ำดีอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนหรือไม่
การตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
- อัลตราซาวด์ช่องท้อง เป็นการตรวจหลักที่ใช้ประเมินนิ่วในถุงน้ำดี เพราะไม่มีรังสี ตรวจได้ค่อนข้างเร็ว และช่วยดูถุงน้ำดี ผนังถุงน้ำดีการอักเสบ และท่อน้ำดีได้ในระดับหนึ่ง
- ตรวจเลือด อาจตรวจเม็ดเลือดขาว ค่าอักเสบ การทำงานของตับ บิลิรูบิน และเอนไซม์ตับอ่อน เพื่อดูว่ามีการอักเสบ การติดเชื้อ ท่อน้ำดีอุดตัน หรือตับอ่อนอักเสบร่วมด้วยหรือไม่
- CT scan หรือ MRI/MRCP ใช้ในกรณีที่อาการซับซ้อน ผลอัลตราซาวด์ไม่ชัด หรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน เช่น นิ่วในท่อน้ำดี ตับอ่อนอักเสบหรือโรคอื่นในช่องท้อง
- ERCP ERCP ไม่ใช่การตรวจทั่วไปสำหรับทุกคน แต่เป็นหัตถการที่ใช้ในกรณีสงสัยหรือยืนยันนิ่วในท่อน้ำดี และมักมีบทบาทในการรักษา เช่น นำนิ่วออกจากท่อน้ำดี ก่อนหรือร่วมกับแผนผ่าตัดถุงน้ำดี
ไม่จำเป็นทุกคนถ้านิ่วในถุงน้ำดีไม่มีอาการ และตรวจพบโดยบังเอิญ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจยังไม่ต้องผ่าตัดทันที แต่ควรได้รับคำแนะนำเรื่องอาการที่ต้องระวัง และติดตามตามความเหมาะสมแต่ถ้านิ่วทำให้เกิดอาการปวดซ้ ๆ หรือมีภาวะแทรกซ้อน แนวทางสากลส่วนใหญ่แนะนำให้พิจารณาผ่าตัดถุงน้ำดี โดยเฉพาะการผ่าตัดผ่านกล้องในผู้ป่วยที่เหมาะสม
การตัดสินใจผ่าตัดขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น
- อาการเป็นบ่อยแค่ไหน
- ปวดรุนแรงเพียงใด
- มีถุงน้ำดีอักเสบหรือไม่
- มีนิ่วในท่อน้ำดีหรือไม่
- มีตับอ่อนอักเสบจากนิ่วหรือไม่
- อายุและโรคประจำตัว
- ความเสี่ยงจากการดมยาสลบและการผ่าตัด
- ความพร้อมของผู้ป่วยและดุลยพินิจของศัลยแพทย์
การผ่าตัดถุงน้ำดีผ่านกล้อง หรือ laparoscopic cholecystectomy เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้บ่อยในปัจจุบันศัลยแพทย์จะผ่าตัดผ่านแผลเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง ใส่กล้องและเครื่องมือเข้าไปเพื่อตัดถุงน้ำดีออก
ข้อดีโดยทั่วไปคือ
- แผลเล็ก
- เจ็บแผลน้อยกว่าการผ่าตัดเปิดในหลายราย
- ฟื้นตัวเร็วขึ้น
- นอนโรงพยาบาลสั้นลง
- กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
- ลดโอกาสกลับมาปวดจากนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำ
การพบศัลยแพทย์จึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะผ่าหรือไม่ แต่รวมถึงการประเมินความเสี่ยงวางแผนเวลา และเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดถ้าตัด
ถุงน้ำดีแล้ว จะใช้ชีวิตได้ปกติไหม
โดยทั่วไป คนส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังตัดถุงน้ำดีเพราะตับยังคงสร้างน้ำดีอยู่ เพียงแต่น้ำดีจะไหลลงสู่ลำไส้โดยตรง ไม่ได้ถูกเก็บพักไว้ในถุงน้ำดีเหมือนเดิม
ในช่วงแรกหลังผ่าตัด บางคนอาจมีท้องอืด ถ่ายเหลว หรือย่อยอาหารมันได้ไม่ดีนัก โดยมักดีขึ้นเมื่อร่างกาย ปรับตัว แพทย์มักแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ลดอาหารมันจัดในช่วงแรก แล้วค่อย ๆ กลับไปรับประทานอาหารตามปกติตามคำแนะนำ
หากมีอาการถ่ายเหลวเรื้อรัง ปวดท้องซ้ มีไข้ ตัวเหลือง หรืออาการผิดปกติหลังผ่าตัด ควรกลับมาพบแพทย์ดูแลตัวเองอย่างไรหากมีนิ่วในถุงน้ำดี
หากตรวจพบว่านิ่วในถุงน้ำดีแต่ยังไม่มีอาการ หรือรอพบแพทย์ ควรดูแลตัวเองเพื่อลดการกระตุ้นอาการปวด
ได้แก่
- ลดอาหารมัน อาหารทอด กะทิ และมื้อใหญ่
- รับประทานอาหารให้เป็นเวลา
- ควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมเบาหวานและไขมันในเลือดให้ดี
- สังเกตอาการปวดหลังอาหาร
- ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาละลายนิ่วกินเอง
คำถามที่พบบ่อย
1. นิ่วในถุงน้ำดีไม่มีอาการ ต้องผ่าตัดไหม
ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทันที หากไม่มีอาการและไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบางอย่าง แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามและสังเกตอาการ แต่ถ้าเริ่มปวดหลังอาหาร ปวดชายโครงขวา หรือมีภาวะแทรกซ้อน ควรพบศัลยแพทย์
2. ปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดีมักปวดตรงไหน
มักปวดบริเวณชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ อาจปวดร้าวไปหลัง ไหล่ขวา หรือสะบักขวา มักเป็นหลังอาหารมันหรือมื้อใหญ่ และอาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
3. นิ่วในถุงน้ำดีรักษาด้วยยาได้ไหม
ยาบางชนิดอาจใช้ได้ในผู้ป่วยบางรายที่มีนิ่วชนิดคอเลสเตอรอลและเข้าเกณฑ์เฉพาะ แต่ใช้เวลานาน มีโอกาสกลับเป็นซ้ำ และไม่เหมาะกับนิ่วทุกชนิด ในผู้ที่มีอาการซ้ำหรือมีภาวะแทรกซ้อน การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกหลัก
4. ถ้าปวดแล้วหายเอง ยังต้องพบแพทย์ไหม
ควรพบแพทย์หากอาการเป็นซ้ โดยเฉพาะหลังอาหารมัน เพราะอาการที่หายเองอาจเป็น biliary colic ซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นอีก และอาจพัฒนาเป็นถุงน้ำดีอักเสบหรือนิ่วอุดท่อน้ำดีได้
5. ปวดท้องร่วมกับตัวเหลือง ตาเหลือง อันตรายไหม
อันตรายและควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นนิ่วอุดท่อน้ำดีหรือท่อน้ำดีอักเสบ ซึ่งอาจติดเชื้อรุนแรงได้หากรักษาช้า
6. ผ่าตัดถุงน้ำดีแล้วจะย่อยอาหารไม่ได้หรือไม่
โดยทั่วไปยังสามารถใช้ชีวิตและย่อยอาหารได้ตามปกติ ตับยังสร้างน้ำดีอยู่ เพียงแต่ไม่มีถุงน้ำดีเก็บน้ำดีไว้บางรายอาจมีท้องอืดหรือถ่ายเหลวช่วงแรก โดยมากดีขึ้นเมื่อปรับอาหารและร่างกายปรับตัว
7. ควรพบศัลยแพทย์เมื่อไร
ควรพบศัลยแพทย์เมื่อมีนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับอาการปวดชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ซ้ ๆ หลังอาหาร ปวดร้าวไปหลังหรือสะบักขวา ปวดนานหลายชั่วโมง หรือมีอาการรุนแรง เช่น ไข้ หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง อาเจียนมาก หรือปวดมากจนใช้ชีวิตไม่ได้
นิ่วในถุงน้ำดีอาจอยู่เงียบๆ โดยไม่มีอาการได้แต่เมื่อเริ่มทำให้เกิดอาการปวดท้อง โดยเฉพาะปวดชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่หลังอาหารมัน ปวดร้าวไปหลังหรือสะบักขวา คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นซ้ำหลายครั้ง ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงหรือนานหลายชั่วโมง มีไข้ หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อาเจียนมาก หรือปวดลิ้นปี่รุนแรงร้าวไปหลัง เพราะอาจเป็นสัญญาณของถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วอุดท่อน้ำดี หรือภาวะตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว
การพบศัลยแพทย์ไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าตัดทันทีเสมอไป แต่เป็นการประเมินอย่างเป็นระบบว่าอาการของคุณอยู่ในระยะใด เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ และควรรักษาด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดอย่ารอให้อาการปวดท้องกลายเป็นภาวะฉุกเฉินเพราะนิ่วในถุงน้ำดี หากวินิจฉัยถูกและรักษาในเวลาที่เหมาะสม มักดูแลได้ดีและช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต
สอบถามข้อมูลและนัดหมาย
โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ Move Better : Live Better
โทร. 02-111-3703


