โรคงูสวัด (Shingles) ภัยเงียบจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนในร่างกาย อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน

โรคงูสวัด (Shingles) ภัยเงียบจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนในร่างกาย อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน
เคยไหม? อยู่ๆ ก็มีอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นล้อมรอบลำตัว หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่โรคผิวหนังทั่วไป แต่แท้จริงแล้วนี่คือสัญญาณเตือนของ "โรคงูสวัด" (Shingles) โรคที่สร้างความทรมานจากอาการปวดเส้นประสาท และอาจทั้งความเจ็บปวดไว้อย่างยาวนานหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
1. โรคงูสวัด เกิดจากเชื้ออะไร?
โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคอีสุกอีใส นั่นคือ ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ยอมซ้ำเติมหายไปจากร่างกาย แต่จะเข้าไป "ซ่อนตัว" อยู่ในปมประสาทอย่างสงบ จนกระทั่งวันใดที่ร่างกายของเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก เครียด จัด หรืออายุมากขึ้น เชื้อไวรัสนี้ก็จะแว้งกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งและวิ่งไปตามเส้นประสาท เกิดเป็นผื่นงูสวัดนั่นเอง
2. สังเกต อาการงูสวัด เป็นอย่างไร?
อาการของโรคงูสวัดมักเกิดขึ้นเฉพาะที่ (ตามแนวเส้นประสาทที่เชื้อซ่อนอยู่) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักๆ ดังนี้:
- ระยะแรก (ก่อนผื่นขึ้น): มีอาการปวดแสบปวดร้อน เจ็บจี๊ดๆ คล้ายไฟช็อต หรือคันยิบๆ บริเวณผิวหนัง บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะร่วมด้วย
- ระยะผื่นและตุ่มน้ำ: หลังจากปวดได้ 2-3 วัน จะเริ่มมีผื่นแดงขึ้น แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท (มักขึ้นเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย เช่น รอบเอว รอบอก หรือใบหน้า) ต่อมาตุ่มน้ำจะเริ่มขุ่นและแตกออกเป็นสะเก็ด
- ระยะสมานแผล: แผลจะตกสะเก็ดและค่อยๆ หายไปในเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์
⚠️ ข้อควรระวัง: หากงูสวัดขึ้นบริเวณ ใบหน้า หรือ ใกล้ดวงตา ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเสี่ยงต่อการตาบอดหรือตาอักเสบขั้นรุนแรงได้
3. เป็นงูสวัดต้องทำอย่างไร? (การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัว)
หากคุณสงสัยว่ากำลังเป็นงูสวัด "สิ่งสำคัญที่สุดคือการพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรก" หลังเริ่มมีผื่นขึ้น เพื่อรับยาต้านไวรัส ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นงูสวัด:
- ห้ามแกะเกา: หลีกเลี่ยงการแกะหรือเจาะตุ่มน้ำ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและเกิดแผลเป็นได้
- รักษาความสะอาด: อาบน้ำทำความสะอาดผิวหนังด้วยสบู่อ่อนๆ และซับให้แห้ง
- ประคบเย็น: สามารถใช้ผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดๆ ประคบบริเวณตุ่มน้ำเพื่อลดอาการแสบร้อน
- สวมเสื้อผ้าหลวมๆ: เพื่อลดการเสียดสีกับผื่น
- แยกสิ่งของเครื่องใช้: เนื่องจากน้ำในตุ่มใสสามารถแพร่เชื้ออีสุกอีใสให้แก่ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำได้
ความน่ากลัวของงูสวัดไม่ใช่แค่ผื่น แต่คือ อาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia: PHN) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือเสียวแปลบๆ บริเวณที่เคยเป็นผื่น แม้ว่าแผลจะหายสนิทแล้วก็ตาม และอาการปวดนี้อาจยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
5. วิธีป้องกันที่ดีที่สุด: วัคซีนงูสวัด
ในปัจจุบัน เราสามารถป้องกันโรคงูสวัดและลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย "การฉีดวัคซีนงูสวัด" (Shingles Vaccine)
- ใครที่ควรฉีด? ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง/ต่ำ
- ประสิทธิภาพ: วัคซีนงูสวัดชนิดใหม่ (Recombinant Zoster Vaccine) มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดและลดอาการปวดเส้นประสาท (PHN) ได้สูงถึงกว่า 90%

ปกป้องและดูแลครบวงจรเรื่องโรคงูสวัด ที่โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ (Sapience Hospital)
เพราะเราเข้าใจดีว่าโรคงูสวัดและอาการปวดปลายประสาท (PHN) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคุณและคนที่คุณรักมากแค่ไหน โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ พร้อมให้บริการดูแลรักษาอย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย:
- ศูนย์วัคซีนเชิงรุก: บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิดใหม่ (Recombinant Zoster Vaccine) ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค
- ศูนย์รักษาความปวดเฉพาะทาง (Pain Management Center): สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดทรมานจากเส้นประสาทอักเสบ ทั้งในระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรังหลังเป็นงูสวัด เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปวดคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและไร้ความเจ็บปวด
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยหรือจองคิวฉีดวัคซีนงูสวัดวันนี้
02-111-3703


