แชร์

เด็กวัยเรียน ควรฉีดวัคซีนอะไรบ้าง

อัพเดทล่าสุด: 13 ก.ค. 2026
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก, ;วันซีน, นักเรียน

เด็กวัยเรียน ควรฉีดวัคซีนอะไรบ้าง

    เมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียน โลกของเด็กจะกว้างขึ้นทันที จากเดิมที่อยู่บ้าน เจอคนไม่กี่คน กลายเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนหลายสิบคนในห้องเรียน กินข้าวร่วมกัน เล่นกีฬา ใช้ห้องน้ำ ใช้สนามเด็กเล่น และบางครั้งก็แลกของเล่นหรือขนมกันโดยไม่รู้ตัว โรงเรียนจึงไม่ใช่แค่สถานที่เรียนหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื้อโรคหลายชนิดแพร่กระจายได้ง่ายกว่าที่บ้าน

พ่อแม่จำนวนมากเข้าใจว่า “วัคซีนเป็นเรื่องของเด็กเล็ก” พอพ้นวัยอนุบาลไปแล้วก็คิดว่าคงครบหมด แต่ในความเป็นจริง เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นยังมีวัคซีนหลายชนิดที่ต้องฉีดกระตุ้น ต้องเก็บตก หรือควรพิจารณาเพิ่มเติมตามอายุ โรคประจำตัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต การเดินทาง และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

องค์การอนามัยโลกระบุว่าวัคซีนเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญของสาธารณสุขโลก ช่วยป้องกันโรคอันตรายได้มากกว่า 30 โรค และการสร้างภูมิคุ้มกันช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ประมาณ 3.5–5 ล้านคนต่อปีจากโรคต่างๆ เช่น คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไข้หวัดใหญ่ และหัด


ทำไมเด็กวัยเรียนยังต้องเช็กวัคซีน
   เหตุผลแรกคือภูมิคุ้มกันจากวัคซีนบางชนิดลดลงตามเวลา จึงต้องมีเข็มกระตุ้น เช่น วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน เหตุผลที่สองคือบางโรคเหมาะกับการป้องกันในช่วงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เช่น HPV ซึ่งควรฉีดก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ เหตุผลที่สามคือเด็กบางคนอาจได้รับวัคซีนไม่ครบตั้งแต่เล็ก เพราะป่วย เลื่อนนัด ย้ายโรงเรียน ย้ายประเทศ หรือไม่แน่ใจว่าฉีดไปแล้วกี่เข็ม

CDC แนะนำให้แพทย์ประเมินวัคซีนเด็กโดยดูตามอายุ ดูตารางเก็บตกเมื่อฉีดไม่ครบ ประเมินวัคซีนเพิ่มเติมตามโรคประจำตัวหรือข้อบ่งชี้เฉพาะ และทบทวนข้อห้ามหรือข้อควรระวังก่อนฉีดวัคซีน 

สำหรับประเทศไทย ควรยึดสมุดวัคซีนของเด็ก ตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข และคำแนะนำล่าสุดของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยควบคู่กัน ตารางวัคซีนเด็กไทยปี 2568 ของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยเผยแพร่และอัปเดตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 จึงควรใช้เป็นฐานอ้างอิงร่วมกับการประเมินของกุมารแพทย์ 

วัคซีนพื้นฐานที่เด็กวัยเรียนควรเช็ก
   เมื่อพูดถึงวัคซีนเด็กวัยเรียน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การเริ่มจากชื่อวัคซีนใหม่ ๆ แต่คือการเปิดสมุดวัคซีนเดิมของลูก แล้วดูว่าเข็มพื้นฐานตั้งแต่วัยทารกถึงก่อนเข้าโรงเรียนครบหรือไม่ เพราะวัคซีนหลายชนิดควรได้รับครบเป็นชุด หากขาดไปหนึ่งหรือสองเข็ม ภูมิคุ้มกันอาจไม่สมบูรณ์พอที่จะป้องกันโรคได้ดี

วัคซีนที่ควรเช็กในเด็กวัยเรียน ได้แก่ วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ หัด คางทูม หัดเยอรมัน อีสุกอีใส ตับอักเสบบี ตับอักเสบเอ ไข้สมองอักเสบเจอี ไข้หวัดใหญ่ เอชพีวี และวัคซีนอื่นตามความเสี่ยง เช่น นิวโมคอคคัส ไข้กาฬหลังแอ่น โควิด-19 หรือวัคซีนสำหรับการเดินทาง ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องฉีดพร้อมกันทุกคน แต่ควรได้รับการประเมินตามอายุ ประวัติวัคซีนเดิม สุขภาพ และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล

สำหรับประเทศไทย แหล่งอ้างอิงที่ควรใช้คือ “ตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย แนะนำ โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2569” ซึ่งเป็นตารางล่าสุดที่เผยแพร่ในปี 2569 และควรใช้ร่วมกับการพิจารณาของกุมารแพทย์หรือแพทย์ผู้ดูแลเด็กแต่ละราย

1. วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และโปลิโอ

   วัคซีนกลุ่มคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และโปลิโอเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กควรได้รับตั้งแต่เล็ก และมักมีเข็มกระตุ้นช่วงก่อนเข้าโรงเรียนหรือวัยเรียนตอนต้น จุดประสงค์ไม่ใช่เพียงป้องกันเด็กคนเดียว แต่ยังช่วยลดการแพร่โรคในโรงเรียน โดยเฉพาะไอกรนที่อาจดูเหมือนไอเรื้อรังธรรมดาในเด็กโต แต่สามารถเป็นอันตรายมากต่อทารกเล็กในบ้านได้

ในแนวทาง CDC วัคซีน DTaP มีชุดพื้นฐานรวม 5 เข็ม โดยมีเข็มกระตุ้นช่วงอายุ 4–6 ปี ส่วนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะใช้ Tdap เป็นเข็มกระตุ้น โดยแนะนำที่อายุ 11–12 ปี และหากเด็กอายุ 13–18 ปีไม่เคยได้รับ Tdap มาก่อนควรได้รับ 1 เข็มเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 

ในทางปฏิบัติ หากเด็กวัยเรียนไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนครบหรือไม่ แพทย์จะดูสมุดวัคซีนเดิมและวางแผนเก็บตก ไม่ควรปล่อยผ่านเพียงเพราะเด็กโตแล้ว เพราะโรคบางชนิดยังกลับมาระบาดได้หากภูมิคุ้มกันในชุมชนลดลง

2. วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน
   วัคซีน MMR เป็นวัคซีนสำคัญมากสำหรับเด็กวัยเรียน เพราะโรคหัดติดต่อได้ง่ายมากในห้องเรียน และสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ หรือในระยะยาวอาจเกิดโรคทางสมองรุนแรงที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรงสูง

เด็กควรได้รับ MMR ครบ 2 เข็ม หากไม่เคยได้รับหรือไม่แน่ใจว่าได้รับครบหรือไม่ ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อฉีดเก็บตก แนวทาง CDC ระบุว่าวัคซีน MMR เป็นชุด 2 เข็ม โดยให้ในช่วงอายุ 12–15 เดือน และ 4–6 ปี ส่วนเด็กและวัยรุ่นที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนควรได้รับ 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ 

หลายครอบครัวอาจคิดว่าโรคหัดเป็นโรคเก่า ไม่ค่อยพบแล้ว แต่ในความเป็นจริง หัดสามารถกลับมาระบาดได้เมื่ออัตราการฉีดวัคซีนลดลง โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญกับวัคซีนกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ

3. วัคซีนอีสุกอีใส
   อีสุกอีใสในเด็กส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ไม่ใช่โรคที่ควรมองเบาเสมอไป เพราะบางรายอาจมีตุ่มติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หรืออาการรุนแรงในเด็กที่ภูมิคุ้มกันต่ นอกจากนี้ เมื่อเด็กเป็นอีสุกอีใสแล้วต้องหยุดเรียนหลายวัน และอาจแพร่เชื้อให้คนในบ้านที่เสี่ยงสูง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ทารก หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

แนวทาง CDC แนะนำวัคซีนอีสุกอีใสเป็นชุด 2 เข็ม โดยให้ที่อายุ 12–15 เดือน และ 4–6 ปี หากเด็กอายุ 7–18 ปีไม่มีหลักฐานว่ามีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนเก็บตก 2 เข็ม โดยช่วงห่างของเข็มขึ้นกับอายุของเด็ก

สำหรับเด็กไทยจำนวนหนึ่งที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำ แต่ควรให้แพทย์ช่วยประเมินจากประวัติที่เชื่อถือได้หรือพิจารณาตรวจภูมิคุ้มกันในกรณีที่จำเป็น

4. วัคซีนไข้หวัดใหญ่
   ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา เด็กวัยเรียนติดง่าย แพร่ง่าย และมักนำเชื้อกลับไปสู่คนในบ้าน เด็กบางคนมีไข้สูง ปวดเมื่อยมาก ไอมาก อ่อนเพลียหลายวัน และในบางรายอาจเกิดปอดอักเสบ หอบหืดกำเริบ ชักจากไข้ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น โดยเฉพาะเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคระบบประสาท โรคเลือด ภาวะภูมิคุ้มกันต่ หรือโรคเรื้อรังวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดทุกปี เพราะสายพันธุ์ไวรัสเปลี่ยนแปลงได้ และภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามเวลา

แนวทาง CDC ระบุว่าเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เหมาะสมกับอายุและสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเด็กอายุ 6 เดือนถึง 8 ปีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนหรือประวัติไม่ชัดเจนอาจต้องได้รับ 2 เข็มในปีแรก ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ส่วนเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปได้รับปีละ 1 เข็ม 

สำหรับประเทศไทยที่มีไข้หวัดใหญ่พบได้ตลอดปีและมีช่วงระบาดเป็นระยะ การฉีดวัคซีนก่อนฤดูกาลระบาดเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาทุกปี โดยเฉพาะในเด็กที่อยู่โรงเรียน ห้องเรียนแอร์ หรือมีโรคประจำตัว

5. วัคซีนเอชพีวี
   วัคซีน HPV เป็นวัคซีนที่พ่อแม่หลายคนยังลังเล เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเด็กวัยเรียน แต่ความจริงคือวัคซีนนี้ควรให้ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ จึงเหมาะกับช่วงก่อนวัยรุ่นมากกว่าการรอให้โตแล้วค่อยคิด

เชื้อ HPV เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและลำคอบางชนิด รวมถึงหูดหงอนไก่ วัคซีนจึงมีประโยชน์ทั้งในเด็กหญิงและเด็กชาย ไม่ใช่เฉพาะเด็กหญิงเท่านั้น แนวทาง CDC แนะนำวัคซีน HPV เป็นวัคซีน routine ที่อายุ 11–12 ปี และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี โดยหากเริ่มฉีดอายุ 9–14 ปีมักใช้ 2 เข็ม ที่ 0 และ 6–12 เดือน แต่หากเริ่มฉีดอายุ 15 ปีขึ้นไป หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะใช้ 3 เข็ม

ในเชิงป้องกันโรคระยะยาว วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีความคุ้มค่ามาก เพราะเป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค ไม่ใช่รอให้มีความผิดปกติแล้วค่อยตรวจรักษา พ่อแม่จึงควรคุยกับแพทย์ตั้งแต่ลูกเข้าสู่ช่วงประถมปลายหรือมัธยมต้น

6. วัคซีนตับอักเสบบีและตับอักเสบเอ
   วัคซีนตับอักเสบบีเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กไทยส่วนใหญ่ได้รับตั้งแต่แรกเกิด แต่ในเด็กที่ไม่มีสมุดวัคซีน ย้ายประเทศ หรือได้รับวัคซีนไม่ครบ ควรเช็กประวัติให้ชัด เพราะไวรัสตับอักเสบบีสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาวได้

วัคซีนตับอักเสบเอเป็นวัคซีนที่ควรพิจารณาในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่เดินทางบ่อย กินอาหารนอกบ้านบ่อย อยู่ในพื้นที่ที่สุขอนามัยอาหารและน้ำไม่แน่นอน หรือครอบครัวต้องการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อผ่านอาหารและน้ โรคตับอักเสบเอมักหายได้เองในเด็กหลายราย แต่สามารถทำให้ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดท้องตัวเหลือง ตาเหลือง และต้องหยุดเรียนหรือพักฟื้นนานได้

7. วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี

    ในประเทศไทย วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีเป็นวัคซีนสำคัญ เพราะโรคนี้พบได้ในเอเชียและเกี่ยวข้องกับยุงเป็นพาหะ แม้จำนวนผู้ป่วยจะลดลงมากหลังมีวัคซีน แต่หากป่วยแล้วอาจรุนแรงถึงขั้นสมองอักเสบ ชัก พิการทางระบบประสาท หรือเสียชีวิตได้ เด็กวัยเรียนที่ยังได้รับไม่ครบควรได้รับการประเมินเพื่อฉีดเก็บตกตามตารางของประเทศไทย

สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ไม่ควรมองว่าวัคซีนเจอีเป็นเรื่องของชนบทเท่านั้น เพราะเด็กอาจเดินทางท่องเที่ยว กลับต่างจังหวัด หรือเข้าค่ายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงได้ การตรวจสมุดวัคซีนจึงช่วยลดความกังวลก่อนการเดินทางหรือกิจกรรมกลางแจ้ง

8. วัคซีนโควิด-19
    โควิด-19 ในเด็กส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงเท่าผู้ใหญ่ แต่เด็กบางกลุ่มยังมีความเสี่ยง เช่น เด็กที่มีโรคอ้วน โรค
ปอด โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางระบบประสาท หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ นอกจากนี้ เด็กวัยเรียนอาจเป็น ผู้นำเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรังในบ้านได้

เนื่องจากคำแนะนำวัคซีนโควิด-19 เปลี่ยนได้ตามสายพันธุ์ วัคซีนที่มีใช้ และนโยบายสาธารณสุขในแต่ละช่วงเวลา การตัดสินใจควรอิงประกาศปัจจุบันของประเทศไทยและปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในเด็กที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ร่วมกับคนในบ้านที่มีความเสี่ยงสูง แนวทาง CDC ระบุว่าการให้วัคซีนโควิด-19 ในเด็กและวัยรุ่นอาจพิจารณาแบบ shared clinical decision-making ระหว่างแพทย์ ผู้ปกครอง และเด็ก โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและสถานการณ์เฉพาะราย 

9. วัคซีนนิวโมคอคคัส
   วัคซีนนิวโมคอคคัสช่วยลดความเสี่ยงของโรคจากเชื้อ Streptococcus pneumoniae เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และหูชั้นกลางอักเสบบางส่วน เด็กเล็กจำนวนมากอาจได้รับวัคซีนนี้ตั้งแต่วัยทารก แต่เด็กวัยเรียนบางกลุ่มยังอาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจโรคปอด โรคไต โรคตับ เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่มีม้าม หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

แนวทาง CDC ระบุรายละเอียดของการให้วัคซีนนิวโมคอคคัสเพิ่มเติมในเด็กและวัยรุ่นที่มีความเสี่ยง โดยขึ้นกับประวัติการได้รับ PCV ชนิดเดิมและภาวะทางการแพทย์ของเด็กแต่ละราย

10. วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น
   วัคซีน meningococcal หรือวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นอาจไม่ได้เป็นวัคซีน routine สำหรับเด็กไทยทุกคนในลักษณะเดียวกับบางประเทศ แต่ควรพิจารณาในเด็กที่มีความเสี่ยงเฉพาะ เช่น เด็กที่จะไปเรียนต่างประเทศ อยู่หอพัก เดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด ไปประกอบพิธีฮัจญ์ หรือมีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น ไม่มีม้ามภูมิคุ้มกันบางชนิดผิดปกติ หรือใช้ยาบางกลุ่ม

ในสหรัฐอเมริกา CDC แนะน MenACWY เป็นวัคซีนวัยรุ่นที่อายุ 11–12 ปี และกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 16 ปีรวมถึงมีคำแนะนำพิเศษสำหรับผู้เดินทางไปพื้นที่ที่มีโรคชุก เช่น African meningitis belt หรือช่วง Hajj และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ 

สำหรับเด็กไทย หากมีแผนไปเรียนต่างประเทศ โดยเฉพาะโรงเรียนประจ มหาวิทยาลัย หอพัก หรือประเทศที่กำหนดวัคซีนก่อนเข้าเรียน ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 เดือน เพื่อจัดตารางวัคซีนและเอกสารรับรองให้เรียบร้อย

วัคซีนสำหรับเด็กที่ฉีดไม่ครบ ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดเสมอไป
    เรื่องที่พ่อแม่หลายคนกังวลคือ ถ้าลูกขาดวัคซีนไปหลายปี ต้องเริ่มฉีดใหม่ตั้งแต่ต้นหรือไม่ คำตอบโดยหลักคือ มักไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด” แพทย์จะใช้หลักการ catch-up vaccination คือดูว่าเคยได้อะไรมาแล้วบ้าง ขาดเข็มใด และควรต่ออย่างไรให้ครบโดยเว้นช่วงเวลาที่เหมาะสม

CDC ระบุในตาราง catch-up vaccination ว่าโดยทั่วไป vaccine series ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ ไม่ว่าจะเว้นระยะไปนานเท่าใด แต่ควรใช้ตารางเก็บตกและช่วงห่างขั้นต่ำระหว่างเข็มร่วมกับคำแนะนำของแต่ละวัคซีน

นี่เป็นเหตุผลที่สมุดวัคซีนมีค่ามาก พ่อแม่ควรถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์ และนำสมุดจริงมาทุกครั้งที่พบแพทย์เพราะการมีข้อมูลเดิมช่วยลดการฉีดซ้ำโดยไม่จำเป็น และทำให้การวางแผนวัคซีนแม่นยำขึ้น

เด็กที่มีโรคประจำตัวควรวางแผนวัคซีนเป็นรายบุคคล
    เด็กบางกลุ่มต้องวางแผนวัคซีนละเอียดกว่าเด็กทั่วไป เช่น เด็กโรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ เบาหวาน 
โรคเลือด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กที่ไม่มีม้าม เด็กที่ได้รับยา steroid ขนาดสูง ยากดภูมิ ยาชีววัตถุ หรือเด็กที่กำลังรักษาโรคมะเร็ง

เด็กกลุ่มนี้อาจต้องการวัคซีนบางชนิดมากกว่าเด็กทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ นิวโมคอคคัส หรือวัคซีนอื่นตามโรคประจำตัว แต่ในขณะเดียวกัน วัคซีนชนิดเชื้อเป็นบางชนิดอาจต้องหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนออกไป หากเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำอย่างมีนัยสำคัญ CDC แนะนำให้แพทย์ประเมินทั้งวัคซีนตามอายุ วัคซีนตามโรคประจำตัวหรือข้อบ่งชี้เฉพาะ และข้อห้ามหรือข้อควรระวังก่อนให้วัคซีนทุกครั้ง 

วัคซีนก่อนเดินทาง
   เด็กวัยเรียนที่ต้องเดินทางต่างประเทศ ควรเช็กวัคซีนก่อนเดินทางเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทริปครอบครัว เรียนซัมเมอร์ เข้าค่ายกีฬา หรือย้ายไปเรียนต่างประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีความเสี่ยงโรคต่างกัน บางพื้นที่ต้องพิจารณาวัคซีนไทฟอยด์ ไข้กาฬหลังแอ่น ไข้เหลือง ตับอักเสบเอ ตับอักเสบบี พิษสุนัขบ้า หรือวัคซีนอื่นตามปลายทาง

สำหรับเด็กที่เดินทางไปพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหัด CDC ระบุว่าเด็กอายุ 12 เดือนขึ้นไปที่ยังไม่ได้วัคซีนควรได้รับMMR 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนเดินทาง ส่วนเด็กที่เคยได้ 1 เข็มแล้วควรได้รับเข็มที่ 2 ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนเดินทาง 

การปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางควรทำล่วงหน้า เพราะวัคซีนหลายชนิดต้องใช้เวลาให้ร่างกายสร้างภูมิ และบางชนิดต้องฉีดมากกว่า 1 เข็ม หากมาปรึกษาใกล้วันเดินทางเกินไป อาจได้ประโยชน์ไม่เต็มที่


ผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนที่พบบ่อย

    ผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ อ่อนเพลีย งอแง หรือปวด เมื่อยเล็กน้อย อาการมักดีขึ้นภายใน 1–2 วัน การประคบเย็นในวันแรก ขยับแขนเบา ๆ พักผ่อน ดื่มน้ และใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักเมื่อจำเป็น มักช่วยให้เด็กสบายขึ้น

สิ่งที่ควรรีบพบแพทย์คือ หายใจลำบาก หน้าบวม ปากบวม ผื่นลมพิษทั่วตัว เวียนศีรษะมาก เป็นลม ซึมผิดปกติ ชัก หรือไข้สูงมากหลังฉีดวัคซีน แม้อาการแพ้รุนแรงจะพบได้น้อยมาก แต่โรงพยาบาลควรมีระบบเฝ้าระวังหลังฉีดและอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินตามมาตรฐาน

วัคซีนหลายชนิดฉีดพร้อมกันได้หรือไม่
    วัคซีนหลายชนิดสามารถฉีดในวันเดียวกันได้หากไม่มีข้อห้าม โดยฉีดคนละตำแหน่งและบันทึกอย่างชัดเจนการฉีดพร้อมกันช่วยลดจำนวนครั้งที่เด็กต้องมาโรงพยาบาล ลดโอกาสพลาดนัด และทำให้เด็กได้รับการป้องกันเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามอายุ ชนิดวัคซีน ประวัติโรค ประวัติแพ้ และความพร้อมของเด็กในวันนั้น

พ่อแม่บางคนกลัวว่าวัคซีนหลายเข็มจะทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานหนักเกินไป แต่ในชีวิตจริง เด็กสัมผัสเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมจำนวนมากทุกวัน วัคซีนเป็นเพียงการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างมีแบบแผนเพื่อให้ร่างกายรู้จักเชื้อก่อนพบโรคจริง WHO ระบุว่าวัคซีนทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อสร้างการป้องกัน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคติดเชื้อและควบคุมการระบาด 

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย

  • ลูกโตแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าวัคซีนครบไหม ควรทำอย่างไร
    ควรนำสมุดวัคซีนมาพบแพทย์เพื่อประเมิน หากไม่มีสมุดหรือข้อมูลไม่ชัด แพทย์อาจวางแผนฉีดเก็บตก หรือ
    พิจารณาตรวจภูมิคุ้มกันบางโรคในกรณีที่เหมาะสม ไม่ควรเดาเองหรือปล่อยผ่าน เพราะบางโรคต้องการ
    ภูมิคุ้มกันครบชุดจึงป้องกันได้ดี

  • ลูกเป็นหวัดเล็กน้อย ฉีดวัคซีนได้ไหม
    โดยทั่วไป หากเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่มีไข้สูง ไม่ซึม และสภาพทั่วไปดี มักยังฉีดวัคซีนได้ แต่ถ้าเด็กมีไข้สูง
    อ่อนเพลียมาก หอบ อาเจียนมาก หรือมีโรคเฉียบพลันที่ยังไม่คงที่ ควรให้แพทย์ประเมินก่อน อาจเลื่อนวัคซีน
    บางชนิดออกไปจนกว่าอาการจะดีขึ้น

  • วัคซีน HPV ควรฉีดเฉพาะเด็กผู้หญิงใช่ไหม
    ไม่ใช่เฉพาะเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชายก็ได้รับประโยชน์จากวัคซีน HPV เพราะเชื้อ HPV เกี่ยวข้องกับโรคในเพศชายด้วย เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากลำคอบางชนิด หลายประเทศจึงแนะนำวัคซีนนี้สำหรับทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย โดยช่วงอายุ 9–14 ปีเป็นช่วงที่ใช้จำนวนเข็มน้อยกว่าเมื่อเริ่มฉีดหลังอายุ 15 ปี

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดทุกปีจริงหรือไม่
    ควรฉีดทุกปี เพราะไวรัสไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนแปลงได้ และภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามเวลา เด็กวัยเรียนเป็นกลุ่มที่ติดและแพร่เชื้อได้ง่าย การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดโอกาสป่วยหนัก ลดการขาดเรียน และช่วยปกป้องคนใน
    บ้านที่เสี่ยงสูง 
      วัคซีนเด็กวัยเรียนไม่ใช่เพียงการฉีดตามตารางให้ครบเท่านั้น แต่เป็นการวางแผนป้องกันโรคให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของเด็ก เด็กที่เริ่มเข้าโรงเรียน เจอเพื่อนมากขึ้น ทำกิจกรรมมากขึ้น เดินทางมากขึ้น และกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ย่อมมีความเสี่ยงโรคติดเชื้อที่ต่างจากวัยทารก

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือเปิดสมุดวัคซีนของลูก ทบทวนวัคซีนพื้นฐาน ดูว่าขาดเข็มใดหรือไม่ เช็กวัคซีนที่ควรฉีดตามวัย เช่น Tdap, MMR, อีสุกอีใส, ไข้หวัดใหญ่ และ HPV รวมถึงประเมินวัคซีนตามความเสี่ยง เช่น นิวโมคอคคัส ไข้กาฬหลังแอ่น โควิด-19 หรือวัคซีนสำหรับการเดินทาง

วัคซีนไม่ใช่แค่การป้องกันโรควันนี้ แต่เป็นการลงทุนให้เด็กเติบโตอย่างปลอดภัย ลดโอกาสป่วยหนัก ลดการขาดเรียน ลดการแพร่เชื้อในครอบครัว และช่วยให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับเด็กทุกคน

Sapiens Hospital
Move BetterLive Better
โทร. 02-111-3703

เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Vaccines and immunization. 

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย 2569.
Centers for Disease Control and Prevention. Child and Adolescent Immunization Schedule by Age. Addendum updated July 2, 2025. 
Centers for Disease Control and Prevention. Child Immunization Schedule Notes: Tdap, MMR,
Varicella, HPV, Influenza, Meningococcal, COVID-19 and special situations. 
Centers for Disease Control and Prevention. Catch-up Immunization Schedule for Children and Adolescents. Addendum updated July 2, 2025.

บทความที่เกี่ยวข้อง
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก
โรคมือ เท้า ปาก เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พ่อแม่ได้ยินชื่อบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดในโรงเรียนอนุบาลเนิร์สเซอรี หรือบ้านที่มีเด็กเล็กอยู่รวมกันหลายคน
10 ก.ค. 2026
หมอ, แพทย์, กุมารเวข, เด็ก, เซเปี้ยนซ์, sapiens
พัฒนาการเด็ก เป็นสิ่งที่พบบ่อยในคุณพ่อคุณแม่ การหมั่นสังเกตและตรวจเช็กพัฒนาการลูกน้อยตามช่วงอายุถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อการดูแลสุขภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย
6 ก.ค. 2026
เซเปี้ยนซ์, sapiens, กุมารเวช, เด็ก, ไข้, สูง,ไอ,เรื้อรัง
อาการ "ไอ" ในเด็กไม่ได้แปลว่าเป็นหอบหืดเสมอไป แต่อาจมาจากโรคภูมิแพ้หรือสาเหตุอื่นที่คุณคาดไม่ถึง ร่วมเจาะลึกวิธีเช็กอาการ "ไอเรื้อรัง" พร้อม 6 สิ่งกระตุ้นในบ้านที่พ่อแม่มักมองข้ามเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย
10 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy